วันที่ 6 คือสุดท้ายในคาซเซิล

11 08 2007

ไทยฟอรั่มผ่านไปเรียบร้อยแม้จะไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากลากประวัติศาสตร์มากไปหน่อย แต่ก็เชื่อว่าน่าจะชนะใจผู้จัดงานได้ ไปๆ มา นิทานที่ยักษ์เขียวที่เอามาเปิดโชว์ผ่านๆ กลายเป็นพระเอกช่วยชีวิต ที่ทำให้ติดตรึงติดตากลายเป็นตัวแบบของการต่อสู้เรื่องเซ็นเซอร์ ส่วนหนึ่งเพราะการพรีเซนต์ที่อธิบายสัญลักษณ์เรื่องสีในการเมืองไทย และเรื่องตาเดียวของไอซีทีมาได้ดี และจบท้ายด้วยนิทานการต่อสู้ของยักษ์เขียวตาเดียว ของจามร ศรเพชรนรินทร์ มันแทนคำอธิบายได้ร้อยพันคำ ต้องขอขอบคุณจามรผ่านทางนี้ และขออภัยที่ประชาไทไม่ได้ขออนุญาตก่อน แต่หากคุณรู้ ก็จงทราบไว้เถิดว่า เรื่องของคุณได้สร้างแรงบันดาลใจการคิดค้นการต่อสู้กับการเซ็นเซอร์ให้กับเพื่อนๆ ในภูมิภาคเอเชียนี้ได้ไม่น้อย และเจ้าภาพก็ได้ถามชื่อของคุณและการติดต่อของคุณจากผมไปเรียบร้อยแล้ว ต้องขอบคุณจริงๆ เสียดายที่เราไม่ได้นำเรื่องนี้มาพรีเซนต์อีกครั้งในไทยฟอรั่มว่าด้วยเรื่อง คิง กองทัพ และยูทูปในวันนี้ คนฟังอาจจะเก็ทมากกว่าไปไล่ประวัติศาสตร์แบบวันนี้

วันนี้เสร็จงานตอนบ่ายขึ้นไปวิลเฮมซอร์อีกครั้ง เพราะเมื่อวานไป ขาดไปอย่างเดียวคือไฮไลท์ของเมืองคาซเซิล คือส่วนที่เรียกว่า เฮอคิวลิส น่าอายจริงๆ เลยต้องขึ้นไป และดันตามคณะใหญ่ซึ่งที่มีชุดนักเรียนไทยในพื้นที่นำโดย อ.รัตน์ ผู้ดูแลนักเรียนไทยขึ้นไปทีหลัง แบบมั่นใจว่าไปมาแล้วรู้จักร์ชัวร์ ผลปรากฏว่า งม สิครับ เพราะยอดเขาที่ไปมันต้องไปอีกทาง เอาเป็นว่า ก็ไปถึงได้และไม่ผิดหวัง อลังการ์งานสร้างมากกับการเนรมิตทางเดินน้ำให้ลดหลั่นเป็นชั้นๆ ไล่มายาวเหยียดหลายกิโล จนมาถึงตัววัง ดูรูปเอาก็อาจจะพอเห็นภาพ เสียดายแต่ว่าแสงตอนบ่ายมันแยงมุมมองไปหน่อย แน่นอนงานนี้ doccumenta ยังคงมาหลอกหลอนด้วยการแทรกงานไปในบริเวณปราสาท อย่างจงใจและแปลกปลอม ก็มันดี กล้าดี เสร็จยังต้องเดินลงมาขึ้นรถรางไปดินเนอร์กับเคโกะและศาสตร์เรื่องสื่อทางเลือกที่เสนอจะจัดเวริ์คช็อบทีวีสาธารณะ วิทยุชุมชน และอินเตอร์เนต และแน่นอนเราขอเขาให้ทำรีเสริช์ก่อนจะมาเวิรค์ชอบเราเพราะว่า พื้นๆ เราไม่ พิเศษเราเอา โน่นแหนะเลิกคุยยังไปนั่งเล่นบ้าน อ.รัตน์จนเที่ยงคืน โอย คืนสุดท้ายในคาซเวิล ยังคงไม่ชิล แต่ก็เพลินจนใจหายว่า อะไรกันนี่ คืนสุดท้ายแล้วหรือนี่ เมืองที่เคยรุ่งเรืองมากก่อนสงครามโลกแห่งนี้





วันที่ 5 คาซเซิล

10 08 2007

วันนี้ไปวังที่ชื่อว่าว่าวิลเฮมซอร์มา นั่งรถรางสาย 3 ไปต่อรถเมล์สาย 23 ขึ้นไปยอดเขา ไปดูนาข้าวขั้นบันไดของศักรินทร์ศิลปินไทยที่เสนองานอินสตอลเลชั่น เสียดายที่ข้าวถูกรื้อไปแล้วและลงกล้าใหม่ แต่นึกภาพเอาก็เท่มาก เพราะมันปลูกอยู่ตรงหน้าวังที่มองลงมาคือถนนสายตรงยาวเหยียดสู่ตัวเมือง และได้รับการต้อนรับโดยกษัตริย์ วิลแฮมเชียร์เพิ่งมารู้ว่า เมื่อวาน 9 สิงหาคม เป็นวันครบรอบ 100 ปี ที่ ร.5 มาเยือนคาซเซิล ซึ่งได้รับการต้อนรับโดยกษัตริย์ วิลแฮมเชียร์ แปลกใจเพราะไม่นึกว่าคาซเซิลเมืองเล็กๆ ที่แม้แต่คนเยอรมันยังไม่รู้จัก จะเกี่ยวข้องกับประเทศไทย เลยกลายเป็นว่า ในวันครบรอบ 100 ปี คือเมื่อวาน เป็นวันที่เราพูดเรื่องกษัตริย์ไทยที่เมืองคาซเซิลในฐานะที่เป็นต้นเหตุของการเซ็นเซอร์ในสังคมไทย เอ หรือเจ้าภาพเขาตั้งใจก็ไม่ทราบได้ ไอ้เราก็เพิ่งรู้ ไม่งั้นเมื่อวานนี้จะรายงานข่าวนี้ในประชาไทเสียหน่อย ว่าครบรอบ 100 ปี เสด็จประพาสแคซเซิลพ่วงไปกับการพูดเรื่องกษัตริย์ เสียดายจริงๆ





วันที่ 4 ที่คาสเซิล

9 08 2007

ประชุมทั้งวัน เรื่องเซ็นเซอร์ ตลอดเช้าบ่าย เย็น กลางวันยังมีบรรยายสาธารณะที่ต้องรายงานข่าว อ.สมเกียรติ ในหัวข้อเดียวกัน ไม่ได้เดินชมงานศิลปะอีกตามเคย คนอินโดฯ โวยว่า “นี่ฉันมางานศิลปะ ที่มีแต่ห้องสี่เหลี่ยม” สงสารเคโกะ หนังหน้าไฟ เธอก็ผอมเอาๆ





วันที่ 4 ภาคเช้า จินตนาการเสรีภาพ

9 08 2007

วันที่ 4 มีประชุมเรื่องสถานการณ์เซนเซอร์ทั้งวัน พูดกันตามตรง ขีดเส้นแบ่งการเซ็นเซอร์บ้านเรานั้นดีกว่าบ้านเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคแถบนี้เกือบทั้งหมด แต่เรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องเอามาโชว์กัน ร้ายที่สุดก็เห็นจะเป็นการจินตนาการไปไม่ถึงว่า ภาวะที่มีเสรีภาพเป็นอย่างไร เนื่องมาจาก ถูกเซ็นเซอร์เสียจนสูญเสียศักยภาพในการรับรู้รสสัมผัสแห่งเสรี อย่างกรณีบ้านเรา เราพอจะลงนิทานยักษ์เขียวตาเดียวลูกยักษ์เหลืองได้ และเราก็บอกว่านั่นคือหนทางที่เราใช้ต่อสู้การเซ็นเซอร์ แต่กับบ้านเมืองอื่น เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้เลย เอาแค่ของอินโดเพลงลูกทุ่งฯ เต้นท่ายั่วยวนก็โดนเซ็นเซอร์แล้ว ทั้งๆ ที่นี่เป็นของเขตทางศิลปวัฒนธรรม ไม่ต้องพูดเรื่องการเมือง เรื่องความมั่นคง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าเราจะมาบอกว่า บ้านเมืองเราดีกว่าบ้านเมืองอื่น และสำนึกบุญคุณรัฐไทย คณะรัฐประหารที่ให้เสรีภาพกว่าที่อื่นๆ มันเป็นเรื่องที่ต้องออกแรงสู้ให้หนักขึ้น เพื่อพิทักษ์รักษาเส้นขีดนั้นมิให้มันต่ำเตี้ยลง ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งเราอาจจะต้องรู้สึกเหมือนเพื่อนที่น่ารักจากจีนของเราที่บอกกับเราว่า “บ้านเมืองเขามีเสรีภาพ”





วันที่สามที่ KASSEL เริ่มชมงาน

8 08 2007

วันนี้ถึงจะมีโอกาสได้ชมงานในมิวเซียม FRIDERICIANVM ถนนฝั่งตรงข้าม documenta halle อาคาร 3 ชั้น ราวๆ 20 ห้องได้ แต่ละห้องก็แสดงงานประเภทต่างๆ ตั้งแต่เพอร์ฟอร์แมนซ์ ไปยันงานรูปทรง และภาพเขียนดังๆ ของโลก ที่ส่วนใหญ่สะท้อนปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ทางสังคม ส่วนใหญ่แล้วในอาคารมิวเซียมนี้ อาจารย์วิจิตรศิลป์อย่าง อ.สมเกียรติ บอกว่า งานศิลปะของโลกมันไม่สามารถหลุดออกไปจากเดิมๆ เท่าไร แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากมิวเซียมนี้ก็คือ เออน่ะงานศิลปะมันใกล้เรามากขึ้นทุกที เอะ หรือเราเข้าใกล้งานศิลปะมากขึ้นทุกที่ก็ไม่รู้ได้ เอาเป็นว่า ไม่ถึงขึ้นต้องไต่บันไดดู แต่สัมผัสได้ถึงความ “งาม” ส่วนจะ “จริง” หรือเปล่า อันนี้ไม่รู้ แต่แค่นี้ก็เปิดหูเปิดตามากแล้วสำหรับเรา

เนื่องจากเวลานี้ยังคงใช้บล็อกไม่ค่อยคล่อง ใครประสงค์ดูรูปได้ที่นี่เลยจ้ะ http://www.flickr.com/photos/11133372@N04/





ข้าพเจ้า ณ เยอรมัน

7 08 2007

ครั้งแรกในยุโรป กับงาน documenta 12 ที่ Kassel เยอรมัน งานโอลิมปิกศิลปะที่ 5 ปีมีครั้ง และคงต้องขอบคุณประชาไท ที่อนุญาตให้กระผมมาเปิดหูเปิดตา อากาศร้อนมากในวันแรก และเย็นมากในวันที่สอง เมืองสะอาดเรียบร้อย ดูดบุหรี่กันเสรี เพื่อยืนยันกับโลกว่า ประเทศที่พัฒนาได้นั้น ไม่เกี่ยวกับการดูดบุหรี่ ไม่เห็นตำรวจสักคน แต่เคโกะ ผู้ประสานงานของเรา จักรยานหายหลังจากขี่และจูงมาได้ในวันเดียว ยังไม่มีเวลาเขียนบันทึกอย่างละเอียด และคงไม่มีโอกาสเขียน แต่มีโอกาสขอวิชาพื้นฐานด้านศิลปะกับ อ.สมเกียรติ ตั้งนโม แห่ง ม.เที่ยงคืน เรื่องศิลปะ และคำถามที่เราไม่หายสงสัยสักทีว่า ทำไมงานศิลป์ระดับโลกเช่นนี้และครั้งนี้ ประชาไท จึงได้มา เพราะเรามั่นใจว่า การออกแบบของเรา ไม่น่าจะเรียกได้ว่า “มีศิลป์” แต่ประการใด หรือ “โลก” กำลังจะคิดเหมือนเรา? ถ้าเช่นนั้นนักเรียนศิลป์ของเรา เขาจะเป็นอย่างไร? ใครสนใจกรุณารออ่านการไขข้อข้องใจนี้จาก อ.สมเกีรยติ หัวหน้าคณะผู้น่ารักของเรา และบางทีอาจจะพอปั้นเรื่องไปฝากประชาไทได้บ้าง

วันนี้ดูรูปไปพลางก่อน

http://www.flickr.com/photos/11133372@N04/





มันต้องสู้ต่อ

8 06 2007

ชอบคอนเซปท์และการประกอบกันของงานใน way ฉบับที่ 8 ชิ้นนี้ เพราะมันอธิบายอะไรในใจได้เยอะทีเดียว แต่เขียนไม่ได้เรื่อง เสียดายๆ

ดาวกลางทะเล
(ปลายเดือนเมษายน)

……………..

ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง…

ผมเห็น ‘ดาว’ แม้ไม่ได้เปล่งประกาย แม้จะไม่สว่างไสว และเกลื่อนกล่นอยู่ใต้ฟ้าสีดำ แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่ามันเป็นดาว

ปลาดาวที่นอนเรียงรายอยู่ชายหาด คงไม่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครเหมือนดวงดาวที่สาดแสงอำไพ แต่ไม่ว่าอย่างไร รูปร่างของมันยังคงเป็นรูปดาว คล้ายประกายแสงของดาวฤกษ์บนท้องฟ้า

คลื่นที่ซัดหาดยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างซื่อสัตย์ และอดีตก็ยังคงทำหน้าที่ของมันเช่นเดียวกัน

มันพาผมหวนไปในคืนวันอันเยาว์วัย ครั้งได้ยิน ได้ยล และทำให้ผู้คนมากหน้าหลายตาได้ยินได้ลิ้มรสของ ‘นิทานปลาดาว’

หากจำไม่ผิด ในวันใดวันหนึ่งราวๆ 14 ปีก่อน ระหว่างที่เราคิดค้นออกแบบกระบวนการค่ายอบรมเยาวชนรักประชาธิปไตย เรื่องเล่าสั้นๆ ที่อยู่ในหน้ากระดาษของหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า ‘ปันศรัทธาและอาทร’ ก็ปลุกเราให้ตื่น และย้ำให้เรามุ่งมั่นเดินหน้าทดลอง เรียนรู้ และทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อไป

แม้เวลานั้น วันนั้น จะสิ้นสุดยุคสมัยแห่งการกำหนดเป้าหมายในชีวิตที่ควรจะเป็นให้กับหนุ่มสาวอย่างบริบูรณ์มาหลายปีดีดักแล้วก็ตาม

แม้วันนั้นการเมืองไทยจะขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนชนชั้นหนึ่งที่ออกมาเดินถนนพร้อมกับมือที่ถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาระดับที่คนทั่วไปยากจะหาซื้อได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

กลุ่มคนชนชั้นหนึ่งที่เดินทางสู่ความมั่งคั่ง ขณะที่หัวใจก็ใฝ่ฝันถึงสังคมอุดมคติ

หลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ‘ยืนยง โอภากุล’ หลุดเพลง ‘ทะเลใจ’ ออกมาจากเบ้าหลอมของยุคสมัย ให้ผู้ฟังโดยเฉพาะกับคนกลุ่มนั้นได้ซาบซึ้งกินใจ
สำหรับผม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในทะเลอันสับสนวุ่นวายด้วยคลื่นลมโหมชีวิตและการถามหาความหมายในคืนวันที่ ‘ตัวกับใจไม่ตรงกัน’ ทะเลแห่งนั้นย่อมมี ‘ปลาดาว’ อาศัยอยู่ด้วย

ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง

ทุกๆ เช้าจะมีปลาดาวน้อยใหญ่ถูกน้ำทะเลซัดขึ้นมาเกยตื้นบนพื้นทราย

ทุกๆ เช้าเด็กน้อยคนหนึ่งเดินเลาะไปตามชายหาดยาว เพื่อโยนเหล่าปลาดาวโชคร้ายลงทะเล ทีละตัวๆ

ในที่สุด ชายแก่คนหนึ่งที่เฝ้ามองก็ตัดสินใจถามขึ้นในวันหนึ่งว่า “มีประโยชน์อะไรที่เธอจะทำแบบนี้ เพราะวันพรุ่งนี้คลื่นทะเลก็จะซัดปลาดาวมาเกยตื้นอีกอยู่ดี”
เด็กน้อยก้มมองปลาดาวตัวจ้อยในมือ ขว้างมันออกไปสุดแรงเหมือนทุกครั้ง แล้วตอบชายแก่ว่า
“มันต่างกันที่ตัวนี้แหละ”

ผ่านมา 14 ปี นิทานปลาดาวกลายเป็นนิทานภาคบังคับที่เกือบทุกค่ายเยาวชนที่ผุดกันเป็นดอกเห็ดในเวลานี้ ใช้มันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

ตีความไปต่างๆ นานา บ้างก็ตอบคำถามถึงการใช้ชีวิต ทาง และการดำเนินชีวิต บ้างก็ลดทอนมันให้เหลือเพียงแค่ ‘การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์’ กระนั้นนิทานปลาดาวยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป
วันนี้ไม่มี ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ ในทะเลใจอันมืดมิด
แต่ยังคงมีปลาดาวที่รอให้ใครมาโยนมันลงทะเล





ชีวิตบนถนน

8 06 2007

ขออภัยเถิด ตั้งชื่อบันทึกชิ้นนี้เพื่อให้มันเหมาะกับงานที่จะเก็บ เพราะชีวิตในเมืองนั้นต้องใช้ทั้งทางหลัก และทางรอง มันบอกไม่ได้หรอกว่า อะไรสำคัญกว่า จำได้ว่าเขียนงานชิ้นนี้ขึ้นเพื่อลงใน way ฉบับที่ 7 เพราะเกิดอาการหมั่นไส้เต็มทนกับ กระแสทางเลือก ที่ใช้ “อำนาจ” กดเสียงส่วนใหญ่และก่นด่าทางหลักไปซะทั้งหมด ทั้งๆ เกินกว่าครึ่งชีวิตเที่ยวไปคุยกับเด็กๆ เรื่องเสียงข้างมากข้างน้อยมาตลอด พยายามให้คนส่วนใหญ๋ปกป้องเสียงข้างน้อย เคารพเสียงข้างน้อย มาวันนี้คนไม่เท่าไรมีอำนาจเหนือบ้านเมือง เลยงง และเจ็บปวดไม่หาย

…………………….

ทางเลือก ทางหลัก
(ปลายเดือนมีนาคม)

คนหลายคนในโลกใบนี้ มีอายุยืนยาวอยู่ในความทรงจำของมนุษยชาติหลายพันหลายร้อยปี ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาไม่ยอมเดินตามโลกอย่างเชื่องๆ และไม่เพียงแต่ไม่เดินตาม จะมากจะน้อยคนเหล่านี้ต่างก็เดินสวนทางกับความคิดความเชื่อของผู้คนส่วนใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น

โลกที่แบนราบ พลันเปลี่ยนเป็นดวงดาวทรงกลม โลกที่เคยเป็นศูนย์กลางจักรวาล พลันเปลี่ยนเป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินธรรมดาๆ ดวงหนึ่ง ทั้งหมดนี้เริ่มด้วยคนเพียงคนเดียวที่หาญกล้าออกมาทายท้าความจริงที่ถูกกำหนดขึ้นด้วยอำนาจแห่งศาสนาจักร ผู้กำหนดว่า อะไรคือดี อะไรคือเลว อะไรคือคุณธรรม อะไรคือบาป

โลกซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา มนุษย์ และภูติผีโดย ‘ธรรมชาติ’ ก็พลันกลายเป็นโลกใบเดียวกัน ที่ซึ่งมนุษย์ทุกคนต่างก็มีศักดิ์มีศรีเท่าเทียมกัน โลกที่ไม่มีใครมาจากสกุลเทพ ไม่มีใครสืบสายตระกูลมาจากนรก โลกแบบนี้ก็สร้างขึ้นโดยคนหาญกล้าไม่กี่คนที่ท้าทายอำนาจการปกครอง

ไม่ต้องพูดเรื่องเสียงข้างน้อย-เสียงข้างมาก เพราะเพียงแต่ความกล้าหาญของคนเพียงคนเดียวที่จะพูดและคิดในสิ่งที่เขาเชื่อ ก็อาจเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของคนอีกพันล้านคนที่เหลือบนโลกใบนี้ได้

ทว่า…จะมีสักกี่คนที่จะยืนยันความคิดความเชื่อ และทนกับความแปลกแยกที่กัดกินหัวใจของเขาอยู่ทุกขณะได้ในระหว่างที่อยู่ในซีกฝ่ายของคนส่วนน้อย

และจะมีสักกี่คนที่จะตระหนักได้ถึงความสำคัญของ ‘ความพยายามค้นพบ’ มากกว่าการเห็นความสำคัญของ ‘สิ่งที่ค้นพบ’

เพราะที่สุดในวันที่โลกเปลี่ยน ทางเลือกได้กลายเป็นทางหลัก โลกกลมกลายเป็นโลกจริง และเบียดขับโลกแบนจากกระแสหลักเดิมให้ต้องอุดอู้อยู่กับอดีตและความล้าสมัยไดโนเสาร์เต่าล้านปี

จะมีสักกี่คนที่จะตระหนักได้ถึงความสำคัญของ ‘ความพยายามค้นพบ’ มากกว่าการเห็นความสำคัญของ ‘สิ่งที่ค้นพบ’

แท้จริงแล้ว ‘สิ่งที่ค้นพบ’ นั้นอาจมีหลายแบบ แต่ ‘ความพยายามค้นพบ’ ว่าไปแล้ว จะปรุงแต่งให้แตกต่างหลากหลายอย่างไรก็ล้วนมีแบบเดียว คือมาจากศรัทธาและความเชื่อว่า ชีวิตพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้

มนุษย์ 6,000 ล้านคนบนโลกใบนี้ ล้วนแต่เติบโตมาในน้ำ ดิน อากาศ ที่มีธาตุ มีอุณหภูมิแตกต่างกัน ไม่มี ‘สิ่งที่ค้นพบ’ ใด ที่จะเป็นตัวแทนของการค้นพบอิสรภาพและความจริงที่เติมเต็มจิตวิญญาณอันแห้งกระหายให้กับทุกคนบนโลกได้

โลกจึงมีหนทางเต็มไปหมด มีความคิดความเชื่ออยู่ในทางนั้นเป็นกระแสสาย เป็นทางหลักหนึ่งทาง ทางสายรองอีกมากมายมหาศาล โดยมีเราใช้ชีวิตว่ายวนอยู่กับทั้งทางหลักและทางรอง

ทางรอง อาจดูเปลี่ยวเหงา แปลกแยก ทว่า เต็มไปด้วยความหวัง ตื่นใจ ชวนตื่นรู้ และเป็นที่ที่มีความใฝ่ฝันให้ได้ลิ้มลอง

กระนั้น ทางหลักก็หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมหาศาล ต่อให้น่าเบื่อ เต็มไปด้วยความมืดทึบอย่างไร ทางหลักนั้นก็ได้สร้างระบบระเบียบให้การอยู่ร่วมกันและสร้างความรู้สึกมั่นคงให้กับผู้คนส่วนใหญ่ และบางทีเป็นจริง ‘กินได้’ เสียยิ่งกว่าทางรองอันเย้ายวนใจเสียอีก

ทางเลือก ทางหลัก จึงไม่ได้มีอะไรด้อย หรือเลวร้ายไปกว่ากัน

ไม่มีหลัก ก็ไม่รู้จักเลือก ไม่มีทางหลัก ก็ไม่ทางรอง ไม่รู้จักเดินบนทางสายรอง ก็ไม่รู้จะสร้างสรรค์ทางหลัก หรือเปลี่ยนแปลงมันได้อย่างไร

ทางหลัก ทางรอง หรือทางเลือก จึงมีหน้าที่ของมันในการ ‘แสวงหา’ ความจริง และการ ‘ค้นพบ’ เพื่อให้เหมาะกับผู้คนทุกธาตุ ทุกอุณหภูมิ

ไม่ว่าใครจะค้นพบอะไร มันก็แค่โลกแบน หรือโลกกลม หรือวันหนึ่งอาจจะเป็นความว่าง หรือกลวงเปล่า

ความพยายามค้นพบต่างหาก ที่บางทีอาจจะจริง เป็นอิสรภาพ เสียยิ่งกว่าสิ่งที่ค้นพบเสียอีก





Don Quixote

25 03 2007

เขียนชิ้นนี้ใน way ฉบับ 6 เพราะเดือนมีนาคมจะมีสัปดาห์ดอน กีโฮเต้ ซึ่งสังคมไทยนำมาพยายามตีความให้เป็นเรื่องของกษัตริย์ ไม่เพียงแต่งานสัมมนาในเดือนมีนาคมหรอก ก่อนหน้านั้นในม็อบพันธมิตร เพลงความฝันอันสูงสุด ซึ่งแปลเนื้อมาจาก ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ดรีม ก็ถูกนำมาใช้ในม็อบ เคียงคู่กับเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกันในสมัยแห่งการฟาดฟันทางอุดมการณ์ทางการเมือง

…………………

Don Quixote สู่ ‘มายาภาพ’ อันยิ่งใหญ่
(ปลายเดือนกุมภาพันธ์)

20 ปีมาแล้วที่ละครเพลงเรื่องหนึ่งได้เปิดโลกทัศน์ให้กับคนจำนวนหนึ่ง

20 ปีมาแล้วที่คณะละครสองแปด นำเอาบทละครเพลงเรื่องแมน ออฟ ลามันช่า ของ วาสเซอร์มัน ที่เขียนและดัดแปลงขึ้นจากวรรณกรรมอมตะ ดอน กีโฮเต้ ของ มิเกล เด เซรบานเตส ซาเบดรา มาทำเป็นละครในบ้านเรา

จากรอบแรกๆ ที่คนดูไม่ถึงร้อยคน เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นทวีคูณด้วยแรงบอกต่อชนิดปากต่อปากจนกระทั่งหาที่นั่งในโรงละครแห่งชาติไม่ได้ในการแสดงรอบหลังๆ ตลอดระยะเวลาแสดงเกือบเดือน

ความแรงของละครเรื่องนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้คนจำนวนหนึ่งได้รู้จักวรรณกรรมเลื่องชื่อ รู้จักบทละครอันโด่งดัง และรู้จักตัวละครอมตะที่โลดแล่น แต่ยังมีส่วนเปิดประตูบานใหญ่ ให้ใครหลายคนได้ลิ้มลองก้าวท้าวออกจากโลกใบเก่าสู่โลกใบใหม่

โลกที่มี ‘ความจริง’ เป็นดั่งยักษ์ มีเราๆ ท่านๆ เป็นอัศวินผู้ฟาดฟัน มีการตั้งคำถามเป็นหอกดาบ มีความมุ่งมั่นศรัทธาเป็นเกราะสวมใส่ บนการเดินทางอันยาวไกลแห่งการค้นหาสัจจะและความหมายแห่งชีวิต

โจทย์มีอยู่ว่า 20 ปีผ่านไป ยักษ์ตนนั้นคืออะไร และเรากำลังศรัทธาอะไร

โจทย์มีอยู่ว่า ในสมัยที่โลกบอกตัวเองว่า เป็นยุคสิ้นสุดประวัติศาสตร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกแล้ว และเดินหน้าเข้าสู่ระบบการผลิตทุนนิยมเสรีอันไร้ขอบเขตเต็มตัว ยักษ์ตนนั้นได้ปลาสนาการหายไปด้วยหรือไม่

หรืออัศวินเฒ่าผู้ศรัทธามุ่งมั่นในความใฝ่ฝันถึง ‘โลกใหม่ที่เป็นไปได้’ ต่างหากที่หายไป

“ที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็น แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น”

เป็นคำประกาศอันสำคัญ ที่เซรบานเตสประกาศต่อเพื่อนนักโทษ ถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงนำเรื่องราวของอัศวินเฒ่าผู้บ้าๆ บวมๆ แต่ใฝ่ฝันจะเป็นอัศวินผู้ปราบอธรรมความชั่วร้ายที่คนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ยอมจำนน มาเล่าให้ฟังในวันที่เราต่างก็อับจนอยู่ในคุกด้วยกันทั้งสิ้น

อายุของเรื่อง ‘ดอน กีโฮเต้’ ที่ประพันธ์โดยเซรบานเตสนั้นราว 400 ปี แต่ละครเพลง ‘แมน ออฟ ลามันช่า’ ที่ ‘วาสเซอร์มัน’ ประพันธ์ขึ้นเพื่อบอกเรื่องราวของเซบานเตสและ ‘ดอน กีโฮเต้’ นั้น ยังไม่ถึง 50 ปี

400 ปีที่แล้ว คือปลายยุคที่เขาเรียกกันว่า ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ดอนกีโฮเต้ เกิดขึ้นในยามที่ผู้ประพันธ์ต้องต่อสู้กับศาสนาจักรผู้ครอบงำชีวิต

50 ปีที่แล้ว วาสเซอร์มัน นำเอาดอน กีโฮเต้ พร้อมกับเซรบานเตส มาโลดแล่นอีกครั้งในรูปของละครเพลงในช่วงที่โลกกำลังย่อยยับหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสังคมนิยมกำลังบานเบ่งไปทั่วโลก

20 ปีที่แล้ว ‘คณะละครสองแปด’ เลือกเรื่องนี้มาแปลบทและแสดง ในยามที่ฝ่ายซ้ายในประเทศไทยออกจากป่าจนหมดสิ้น สองปีต่อมา กำแพงเบอร์ลินก็ทลายลง และต่อจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมินก็นองไปด้วยเลือด หลังรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสินใจใช้กำลังเข้าบดขยี้ผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในจีน

หลังละครจบลง ใครต่างใครก็ตีความต่างกัน บางคนลิ้มลองที่จะฝัน บางคนซึมซับเอาความกล้าหาญ หลายคนตัดสินใจทิ้งชีวิตเมือง หันกลับสู่หมู่บ้านดงดอย ค่อยๆ สร้างโลกใหม่ เป็นโลกใหม่ที่เป็นไปได้

หลังละครจบลง 20 ปี ใครต่างใครยังคงตีความต่างกัน และใครๆ ก็เป็นดอน กีโฮเต้ ปราบอธรรมได้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะเขารักความเป็นธรรม แต่เพราะเขาชี้นิ้วบอกได้ว่า อะไรที่เขาจะปราบ สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นธรรมเสมอ

ใครต่างใครยังคงตีความต่างกัน กระทั่งปีที่ผ่านมา เพลง ‘ดิ อิมพอสสิเบิ้ล ดรีม’ ยังก้องกังวาลบนถนนราชดำเนินในนามของการปราบอธรรม ทว่าได้กดคนจำนวนมหาศาลมิให้กล้าใฝ่ฝัน กระทั่งความใฝ่ฝันกลายเป็นความทะเยอทะยาน โลภ และไม่รู้จักพอเพียง

หรือ 20 ปีที่ผ่านมา เราสูญเสียความสามารถในการแยกแยะว่า อะไรคือ ‘สิ่งที่เป็น’ และอะไรคือ ‘สิ่งที่ควรจะเป็น’ ไปเสียแล้ว





เพลงรักในอากาศ

4 03 2007

เดือนกุมภาเป็นเดือนแห่งความรัก เคยก็เคยมีความรัก มีความรัก และจะยังมีรัก way ฉบับ 5 ก็หนีไม่พ้นที่ต้องเขียนเรื่องนี้ ที่จริงควรจะต้องเป็นเรื่องที่ถนัดแต่เอาเข้าจริง ชีวิตและอารมณ์ กับเวลาที่มีอัตราเร่งเร็วเป็นพิเศษในตอนส่งต้นฉบับ ก็ไม่ได้ทำให้งานชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดอะไรๆ ในหัวจิตหัวใจอย่างที่วัยหนุ่มจะทำได้ เลยนึกถึงเพลงตอนวัยวันของการก่อร่างสร้างตัวตน ก็ไม่มีเพลงรักที่พอจะอินเหมือนชาวบ้านเขาอีก เพราะดันทะลึ่งไปฟังเพลงทางเลือกตั้งแต่เด็ก เป็นเพลงที่เอามาใช้ทำค่าย และสร้างโลกส่วนตัวของกลุ่มขึ้นมาให้แตกต่างและดูเป็นพิเศษกับโลกอื่นๆ ประกอบกับ october zone เอาเพลงพวกนี้มาทำดนตรีใหม่ เลยถือโอกาสแนะนำ ใครสนใจลองเข้าไปโหลดฟังได้ที่ http://www.octoberzone.com/

……………………….

ความรักในอากาศ
(ปลายเดือนมกราคม)

ภาพยนตร์เรื่อง ‘Seasons Change : เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย’ ใช้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นฉากหลังเกือบทั้งเรื่อง ทำให้หลายต่อหลายคนได้รับรู้ว่า ประเทศไทยก็มีโรงเรียนชนิดนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน

เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ให้บังเอิญว่า นักเรียนดนตรีที่วิทยาลัยแห่งนี้ได้นำ ‘เพลงเก่าๆ’ ในยุค 30 ปีที่แล้วมาทำดนตรีใหม่ บันทึกเป็นแผ่นและแสดงคอนเสริต์ ‘October Zone : พลังฝันคนรุ่นใหม่’ จึงทำให้อดีตนักศึกษานักกิจกรรมรุ่นนั้น ไล่มาจนถึงอดีตนักกิจกรรมร่วมสมัยบางคนมีโอกาสได้ยินได้ฟังเพลงเก่าๆ ที่เนื้อหา ท่วงทำนอง และเส้นเสียงทุกลายเขบ็ด หวนให้รำลึกถึงวิญญาณขบถในวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง

พูดกันตามจริง ลูกเล่น ดนตรี ตลอดจนเนื้อหาของเพลง หากหวังจะขายให้เด็กรุ่นนี้ฟัง ภายใต้การตลาดและระบบคุณค่าที่เป็นอยู่ก็คงจะยากสักหน่อย

แต่เนื้อหาและวิญญาณของเพลงนั้นพอจะ ‘ล้างหู’ จากเพลงรักกลาดเกลื่อน ดนตรีแพรวพราว ที่มีอยู่ในทุกคลื่นอากาศวันนี้ได้อยู่บ้าง

กระนั้นวันที่ได้ฟังเพลงเหล่านี้อีกครั้ง ผมกลับนึกถึงเพลงรักที่มีอยู่ในจำนวนน้อยเพลงในสารบบของ ‘เพลงนักศึกษา’ (เมื่อ 30 ปีที่แล้ว) หรือ ‘เพลงค่าย’ เหล่านี้ ที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่มีเนื้อหาชักชวนให้ตั้งคำถามกับชีวิต กับสังคม และกับการศึกษา ซึ่งโครงการ October Zone ไม่ได้นำมาร้องหรือทำดนตรี

เพลงหนึ่งชื่อ ‘แด่หนุ่มสาว’ ของวงที่ชื่อว่า ‘นฤคหิต’ ตั้งคำถามกับความรัก รักเพื่ออะไร?

เช่นเดียวกับเพลงที่ชื่อว่า ‘ความรัก’ ของวง ‘พลังเพลง’ ที่ใช้ทำนองเพลง Today ของ Randy Sparks มีเนื้อเพลงว่า

เมื่อรักต้องมอบให้ อย่าคิดหวงและอาลัย
ด้วยความรักที่จริงใจ ให้อภัยในสิ่งผิด
เมื่อร้างคราจำห่าง อย่าอ้างว้างใจอาดูร อย่าสิ้นหวัง เกื้อกูลรักที่มี
จงรักที่ดวงจิต ในความคิดอันมีค่า
ใช่จะรักที่เงินตรา ปรารถนาเพียงรูปกาย
ความรักคือน้ำใจ ใช่มอบไว้เพียงคู่ตน มั่นในรักมวลชนรักยิ่งใหญ่
ความรักอันสูงค่า ต้องนำพาโลกก้าวไกล
นำทางสู่สังคมใหม่ อันวิไล มีเสรี
รักแท้ต้องเสียสละ ใจชนะอยุติธรรม แด่ชนผู้ระกำ ให้สุขล้ำเรืองใสสดสมบูรณ์

ผ่านมาอีกเกือบ 10 ปี เพลง ‘ความรัก’ ของสุรชัย จันธิมาทร จึงออกมาด้วยภาษาที่ลุ่มลึกดนตรีอคูสติกที่กินใจ

ความรักคือการให้ หัวใจจงเต็มเปี่ยม
สิทธิเธอควรเท่าเทียม ก้าวไปสู่ความหวัง
ความหวังของเรา (แต่) หนุ่มสาวของโลก
ดั่งนกน้อยบินโบก ดั่งหัวใจบินโบก เริงลม

เนื้อแบบนี้อาจะทำเอาคนรุ่นใหม่ และนักวิจารณ์เพลงสมัยนี้ขนลุกซู่และอาจจะพลอยขำเอาได้ แต่เรื่องจริงและน่าแปลกก็คือ เราแทบจะหาเนื้อเพลงที่ให้ค่ากับความรักแบบนี้ไม่ได้เอาเสียเลยในสารบบเพลงไทยทั้งหมดที่ผลิตเพลงออกมาในอัตราถี่วันละไม่รู้กี่สิบเพลงตลอดเกือบ 30 ปี และ…เกือบทั้งหมดเป็นเพลงรัก

ฟังแล้ว บางคนอาจจะคิดเอาว่า ความรักของคนหนุ่มสาวรุ่นนั้นทำไมช่างดูแห้งแล้ง กระนั้นก็เชื่อได้ว่าแต่ละคนที่มีภรรยา มีสามี และมีบุตรธิดาเติบโตเป็นคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน ต่างก็มีแง่มุมที่โรแมนติกแตกต่างกันไป

ในความรักก็โรแมนติก ในเป้าหมายชีวิตก็โรแมนติก ระหว่างนั้นก็ใช่ การต่อสู้ก็ใช่ แม้กระทั่งสมัยแห่งการพ่ายแพ้ หรือรอคอยก็ยังโรแมนติก

มันมีโลกแบบนั้นจริงๆ ในหมู่นักศึกษาสมัยหนึ่ง ที่ถามกันและคุยกันในเรื่องของคนอื่นๆ แม้แต่เรื่องของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของคนสองคน

เหมือนที่มีโรงเรียนที่เอาแต่เรียนดนตรีจริงๆ อย่างในภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change

ไม่รู้สิครับ ความพยายามเข็นเพลงเหล่านี้ออกมาให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้รู้ว่า โลกนี้มีเพลงอีกประเภทที่มีเนื้อหาไม่เหมือนเรื่องเดิมๆ ให้คนรุ่นใหม่ได้ล้างหู ก็อาจจะทำให้คลื่นและอากาศสะอาดขึ้นบ้าง

เผื่อว่าวันหนึ่งเราจะตื่นขึ้นมาในฤดูกาลที่เปลี่ยนไป มองโลกที่เปลี่ยนไป และด้วยหัวใจที่โรแมนติกขึ้นอีกนิด