วันที่ 20 มกราคม 2550 ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน มีนักข่าวที่ไหนจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเกี่ยวกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์โทรมาสัมภาษณ์เรื่องสื่อทางเลือก หายไปเกือบเดือน เขาส่งงานทีสัมภาษณ์มาให้ ก็เลยเอามาลงไว้หน่อย เพราะรู้ว่า อย่างไรเสีย สื่อทางเลือก ยังต้องเป็นประเด็นที่พูดกันในสังคมไทยอีกนาน
สัมภาษณ์ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ดอทคอม
โดย สมอุษา บัวพันธ์
ถาม เว็บไซต์ประชาไท เกิดขึ้นจากอะไร แตกต่างจากสื่ออื่นตรงไหน
ที่เกิดประชาไทได้เพราะประชาไทเป็นเวทีเปิดสำหรับทุกคนที่สนใจปัญหาบ้านเมือง ที่จริงแล้วเราตั้งใจจะให้ผู้อ่านเป็นนักข่าวเอง มันก็มีกระบวนการต่างๆ ที่รองรับ ข่าวมันถึงค่อนข้างเปิด แล้วก็ไม่ได้กีดกันว่า ประเด็นนี้ไม่เอา หรือประเด็นนี้เอา แล้วก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นในหน้าเว็บเรา
เพราะนั้นผู้อ่านบางคนจึงมักจะด่าเราเสมอ หรือว่าเราเสมอว่า เราเลือกข่าวนี้มาลง หรือว่าเราจงใจไปเข้าข้างโน้นข้างนี้ จริงๆ ส่วนหนึ่งแล้วมันเป็นเรื่องที่ผู้อ่านพาไปด้วย
คือทิศทางของเว็บ หลักๆ ส่วนหนึ่งแล้วก็มาจากผู้อ่าน เพราะว่าเว็บไซต์ประชาไทเกิดขึ้นเพื่อเสรีภาพโดยตรง โดยปรัชญาของมันเอง อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้ง มีนโยบายชัดเจนว่า จะไม่มีการเซ็นเซอร์ข่าวใดๆ ที่ส่งมา เพียงแต่ว่ามันมีการพิสูจน์ความถูกต้องหรืออะไรอย่างนี้ แล้วก็มีความรับผิดชอบเข้ามากำกับว่า ข้อมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง
พวกนี้ถือว่าเป็นความแตกต่าง กับสื่ออื่นๆ ได้มั๊ย ถ้าในเหตุการณ์ปกติก็อาจจะไม่แตกต่างมากนัก แต่ว่าในสถานการณ์ที่มีการรัฐประหารอย่างนี้ มันจะเห็นได้ชัดว่า เว็บไซต์ประชาไทเป็นเว็บที่เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และสองด้าน หรือรอบด้านกว่าสื่ออื่นๆ มันเป็นเรื่องที่เราพยายามจะยืนหยัด เนื่องจากว่าต้นทุนที่เรามีมันน้อย
ส่วนที่เราต้องไปเสี่ยงมันน้อย ถ้าเป็นต้นทุนของหนังสือพิมพ์ หรือทีวี มันมีต้นทุนสูงมากหากเอาไปเสี่ยงเพื่อเสนอความจริง เพราะฉะนั้นจึงทำให้อาจจะต้องบิดเบือนข่าวบ้าง หรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่เสนอข่าวบ้าง รวมทั้งทัศนะบางอันที่โน้มเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง มากน้อย มันต้องมี อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาว่ากัน ว่าสื่อไหนเป็นมากน้อย แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่สื่อไหนมีต้นทุนที่ต้องเสี่ยงมากกว่ากัน
เพราะฉะนั้นกับประชาไท เนื่องจากว่าตั้งใจให้เป็นองค์กรเล็ก แล้วก็ตั้งใจให้มันมีเสรีภาพ เพราะฉะนั้น ต้นทุนมันจึงต่ำ เพราะฉะนั้นก็เสี่ยงได้ เป็นเรื่องที่เราสร้างโครงสร้างของเว็บไซต์ประชาไทให้มันมีต้นทุนที่ต่ำเพื่อทำให้เรามีเสรีภาพมากขึ้น
ถาม การทำงาน เจอแรงกดดันเยอะไหม
ในช่วงที่มีกระแส ช่วงปีที่แล้ว กระแสเรื่องไล่อดีตนายกฯ เป็นช่วงที่ประชาไทเสนอข่าวที่ตั้งคำถามกับกระแสค่อนข้างมากอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นเมื่อเราตั้งคำถามกับกระแส เราเป็นสื่อที่ตั้งคำถามกับกระแส ไม่ไหลตามทั้งหมด หรือพยายามจะหาเหตุผลว่าอะไรคือจริง อะไรคือไม่จริง อะไรคือสิ่งที่ควรจะเป็น มันก็เลยทำให้เรา ซึ่งทางหนึ่งคือเราประกาศจุดยืนแตกต่าง คือมีเอกลักษณ์แตกต่างได้ว่า เราเลือกที่จะเป็นตัวของเอง ไม่ไหลตามกระแส แล้วก็ทำให้ประชาไทโดดเด่นขึ้นมาในช่วงปีที่ผ่านมา
แต่อีกทางหนึ่ง เราเองก็ถูกกดดันอย่างหนัก ว่าทำไมเราจึงดูเหมือนไปเข้าข้างอดีตนายกฯ หรือดูเหมือนไปเข้าข้างอะไรอย่างนี้ ในขณะที่คนอื่นเห็นด้วยกับการรัฐประหาร หรือเห็นว่ามันเป็นข้อจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมประชาไทจึงแตกต่างอะไรอย่างนี้ มันก็จะมีแรงกดดันสูงมาก
แรงกดดันมันผ่านมาทั้งในหลายๆ รูปแบบ ทั้งกดดัน ทั้งข่มขู่ ทั้งใส่ร้าย ทั้งป้ายสี แต่ในทางหนึ่งก็มีแรงสนับสนุนเข้ามา เพียงแต่ว่ากลุ่มเดิมที่เคยสนับสนุนกลายเป็นกลุ่มที่ต่อว่า กลุ่มที่ต่อว่ากลายเป็นกลุ่มสนับสนุน มันก็จะกลับด้านกัน แรงกดดันพวกนี้มีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ การปรารถนาดี แล้วก็มีในรูปของการคุกคาม ตั้งแต่มาจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โทรศัพท์มาขอดีๆ ขอความร่วมมือ ไปจนถึงขู่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย มีทั้งโทรศัพท์คุกคามว่าจะทำร้าย โทรมาขอร่วมเพศกับพนักงานประชาไท เป็นต้น แรงกดดันพวกนี้เราเองก็ได้เคลียร์กับพนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้สื่อข่าวของเรา ทุกคนก็ค่อนข้างเข้าใจ แต่ก็เชื่อมั่นว่า มันจะพิสูจน์ มันจะผ่านการพิสูจน์ไปได้ มันก็เครียดจนตอนนี้มันก็เฉยๆ แล้ว เนื่องจากว่าเราเองก็ทราบว่าเป็นการขู่ เป็นแรงกดดัน
เราเองก็เชื่อมั่นอยู่ด้วยว่า เวลาจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราทำ เราพยายามจะเป็นสื่อที่หยิบค้นในส่วนที่ไม่เคยเป็นข่าว ให้เป็นข่าว ไม่ได้แปลว่าเราไม่เห็นด้วยแบบนั้น หรือเห็นด้วยแบบนั้น แต่เราจำเป็นที่ต้องเอาข่าวที่มันไม่เป็นข่าวแต่มันเป็นเรื่องสำคัญมานำเสนอ เพราะฉะนั้นยิ่งกดเราก็ยิ่งต้องทำ ยิ่งกระแสพาไปแห่กันเกลียดรัฐบาลที่แล้ว หรือชื่นชม คมช.มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องทำ เอาจุดวิพากษ์วิจารณ์ออกมาให้เห็น
ถ้าสื่อไม่ทำแล้วใครจะทำ
เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ด้านหนึ่ง เราโดนกดดัน ด้านหนึ่งเราก็ภาคภูมิใจ
ถาม มองเรื่องการปฏิรูปสื่ออย่างไร
การปฏิรูปสื่อ ในฐานะเรื่องของเครื่องมือ ผมคิดว่ามันต้องมีหลักประกันบางประการ ว่ากลไก โครงสร้างหรือเครื่องมือต่างๆ นั้น จะไม่ถูกครอบงำ โดยรัฐ โดยธุรกิจ หรือโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แม้กระทั่ง ภาคประชาชนที่เค้าเข้าไปกำกับดูแล เครื่องมือสื่อตัวนี้ ตัวใหม่ หรือว่าเครื่องมือที่สร้างขึ้นใหม่ๆ ในกลไกของการปฏิรูปสื่อ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ภาคประชาชนที่ว่านั้น จะไม่ใช่กลุ่มเฉพาะ กลุ่มใด กลุ่มหนึ่งที่ผูกขาดการนำเสนอ
อย่าลืมว่า ภาคประชาชนมีทั้งแนวที่พอเพียง มีทั้งแนวเสรี มีแนวอะไรเต็มไปหมดเลย มันจะมีองค์กรไหนไหม หรือจะจัดรูปกลไกแบบไหนมั๊ย ที่จะเปิดพื้นที่ให้กับแนวคิดอันหลากหลาย ทิศทางอันหลากหลาย แล้วเกิดเป็นภูมิปัญญาของตัวเองขึ้นมาในสังคม อันนั้นคือในส่วนของกลไกสื่อหรือเครื่องมือ
ทีนี้ปฏิรูปสื่อในแง่ของตัวบุคลากรในแวดวงสื่อสารมวลชน ผมคิดว่าเรื่องกระบวนทัศน์และเรื่องสำนึก รวมทั้งเรื่องวิชั่นต่างๆ เป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่จะต้องได้รับการปฏิรูป
ถึงวันนี้ผมว่าอันตรายที่สุดคือ สื่อมักจะคิดว่า ตัวเองถูกกดดัน มีวาทกรรมประเภทว่า สื่อต้องเลือกข้าง หรือว่าสื่อต้องไปอยู่ข้างความถูกต้อง ความคิดประเภทนี้มันอันตราย เพราะว่าใครละเป็นผู้นิยาม และมันคือการประกาศตัวเองว่าเราเป็นผู้นิยามความถูกต้องไปโดยปริยาย
ถ้าวันใด สื่อทำหน้าที่ในการนิยามความถูกต้อง มันจะเขี่ยผู้คนอีกจำนวนมากให้ไปอยู่ในด้านที่ไม่ถูกต้อง
ถ้าวันหนึ่งเรานิยามว่า เราเลือกข้างนี้ ตรงนี้คือความถูกต้อง มันก็มีคนจำนวนมากเลยที่ไม่ได้รับการปกป้องจากสื่อ จะถูกกระทำ จะถูกเป็นอีกฝ่ายหนึ่งทันที แล้วถ้าสื่อกระทำแบบนั้นแล้ว คนเหล่านั้น ต่อให้เค้าเป็นนักโทษ เค้าจะได้รับการปกป้องไหม ต่อให้เค้าทำผิด เค้าได้รับการปกป้องตามหลักสิทธิมนุษยชนไหม หรือถ้าเกิดคุณเข้าใจผิด คุณตัดสินผิด มันจะมีพื้นที่ให้คุณกลับมาแก้ตัวไหม เพราะคุณได้ตกกับดักของตัวเองไปแล้วว่า ฉันตัดสินใจผิด มันจะเสียหน้ามั๊ย มันจะทำให้คุณต้องขี่หลังเสือไปอีกยาวนานไหม
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า วาทกรรมประเภทสื่อต้องเลือกข้าง สื่อต้องอยู่ข้างความถูกต้อง โดยที่ไม่รู้ว่าความถูกต้องคืออะไรชัดเจน มันเป็นเรื่องที่อันตราย
จุดยืน การตั้งคำถาม และคุณค่าของความเป็นสื่อ มันต้องรื้อฟื้นใหม่หมดเลย หนึ่งตัวนักข่าว ในตัวซีเนียร์ ตัวผู้บรรณาธิการต่างๆ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียง เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ ถ้าฟังผู้ดำเนินรายการต่างๆ ทางทีวี หรือทางวิทยุทุกวันนี้ จะเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งนั้นเลย มีข้อความ มีน้ำเสียง และก็มีวิธีคิด มีวาทกรรมที่มันซ่อนมาจากคำพูดที่เป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ การเมือง เรื่องการแสดงความคิดเห็น เรื่องการดูถูก
ถาม กฎหมายเกี่ยวกับสื่อฯ เป็นอย่างไร
หลักการรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ,41 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นหลักการที่ดีมาก และก้าวหน้ามากในโลก มันเป็นหลักประกันว่า ต้องมีเครื่องมือ สองคือมีหลักประกันให้ตัวนักข่าวเองว่า จะมีเสรีภาพที่จะเสนอ แม้จะแตกต่างกับอะไรก็ตาม ผมคิดว่าหลักการนี้เป็นเรื่องที่ต้องนำกลับมาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือต่อๆ ไป เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ให้ได้มาด้วย
แต่ปัญหาคือ มันไม่มีกฎหมายอะไรมาทำให้มันมีผลในทางปฏิบัติได้จริงๆ เพราะฉะนั้นมันจำเป็นที่แวดวงสื่อจะต้องออกแบบ ต้องออกแบบกลไกที่จะสร้างหลักประกันให้ได้ ให้กับกลุ่มที่หลากหลายได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดไหนก็ตาม สร้างหลักประกันให้ได้ว่า นักข่าวจะมีเสรีภาพ พอที่จะเสนอ แม้จะแตกต่างจากบรรณาธิการ และมีวิธี มีกลไกทางออก ทั้งในแง่ของการบริหารของในกองบรรณาธิการเอง มันมีอะไรที่ต้องเติมเข้าไป มันต้องบาลานซ์
ในกระบวนการปฏิรูปสื่อครั้งใหม่ ในกฎหมาย หรืออะไรก็แล้วแต่ เรากล้าไหมที่จะออกกฎหมายไม่ให้ถือกิจการไขว้ในแวดวงสื่อ เช่นถ้าคุณทำสื่อสิ่งพิมพ์ คุณไม่มีสิทธิมาทำรายการทีวี เพราะการไขว้กันมันทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และมันทำให้การผูกขาดสื่อเกิดขึ้นในสังคม ถามว่ากลไกการออกแบบกับกฎหมายใหม่ คนที่เข้าไปใน สนช.มีคนในตัวแทนวิชาชีพเข้าไปนั่งซึ่งอยู่ในค่ายใหญ่ๆ ทั้งนั้น ทำทั้งทีวี ทำทั้งหนังสือพิมพ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ หลักการเรื่องการห้ามไขว้สื่อมันจะผ่านไหมในโครงสร้างของการออกแบบกฎหมายที่ผู้ออกแบบกฎหมายมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ด้วย
เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดใหม่ทั้งหมดเลย ในขณะเดียวกันต้องเปิดพื้นที่ให้กับเว็บไซต์ หรือสื่อทางเลือกอื่นๆ การปฏิรูปสื่อต้องเลิกมองว่า สื่อหมายถึง สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ หมายถึงช่องทางสถานีวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์เท่านั้น แต่ต้องมองถึงพลเมืองนักข่าวด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้สถาปนาขึ้นหรือยังในแนวคิดของการปฏิรูปสื่อ
ผมคิดว่าการให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลเล็กๆ น้อยๆ เว็บไซต์ ต่างๆ Blog Space พื้นที่ต่างๆ เต็มไปหมดเลย แล้วรอให้มันเข้ามาในกระบวนการของสื่อ และปฏิรูปสื่อทั้งหมด มีการพูดถึงบ้างแล้วหรือยัง ผมคิดว่าเว็บไซต์ถูกเหยียดหยาม เป็นอีกชนชั้นหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปสื่อด้วยซ้ำ
ความเห็นล่าสุด