ในชีวิตจำไม่ได้ว่า เคยดูหนังมากี่เรื่องกัน ไม่มากไม่น้อย 1000 เรื่องน่าจะได้ เห็นใครต่อใครเขาจัดอันดับหนังในดวงใจ 10 เรื่องบ้าง 5 เรื่องบ้าง ไอ้เราจัดเท่าไร นับเท่าไรก็ไม่ครบสักที แต่ “อเลฮานโดร กอนซาเลส อินาร์ริตู” เป็นใคร ดันทำหนังปีนอันดับมาอยู่ในท็อป 10 ในใจเราไปได้ แน่นอน babel คือหนังเรื่องนั้น
อะไรจะเข้าใจความลุ่มลึกของโลกใบใหญ่ และชีวิตตัวเล็กได้ขนาดนั้น เอามายำและโยงอย่างง่ายๆ แต่สมเหตุสมผลด้วย ปืน ที่เป็นสัญลักษณ์ของอะไรต่อมิอะไร เหมือนที่อมิเลีย คนเลี้ยงเด็ก ตัวละครในเรื่องบอกนั่นแหละว่า “เราไม่ได้ทำผิด แต่เราอาจจะทำอะไรโง่ๆ ไปบ้าง” หรือคำพูดก่อนหน้านั้น “เราหนี เพราะเขาคิดว่าเราทำผิด”
มีฉากบางหลายฉากและหลายบทที่ไม่ควรละเลย อย่าฉากกินโค้กใส่น้ำแข็ง การพาเด็กข้ามพรมแดนอเมริกันไปเม็กซิโก ไลฟสไตล์แบบมะกันอันเป็นปัญหามหาศาล แค่ปูเสฉวนกัด ก็ตื่นเต้นเป็นวักเป็นเวร เป็นชีวิตและระบบที่ทำให้เกิดความกลัว และตัดสินให้ใครต่อใคร “โง่” ความฟุ่มเฟือยชีวิตแบบญี่ปุ่นที่โคตรเหงาและก่อปัญหา
นี่เป็นเรื่องที่คุณจะเห็นมนุษย์งดงาม เป็นเหยื่อ ทุกชาติทุกภาษา และความย่อยยับที่สุดไปอยู่กับคนด้อยโอกาส และโดยเฉพาะ “เด็ก” แน่นอนนี่เป็นหนังการเมืองที่งดงาม และไม่ทื่อ ขณะเดียวกันก็ไม่ซับซ้อน หรือใครคิดอย่างไร…
บริษัทพลังงานแห่งหนึ่ง ที่พี่สาวทำงาน
แนะนำพนักงานทุกคนให้ดื่มน้ำอัดลม (โซดาก็ได้) ยามต้องออกไปพื้นที่สำรวจ
1) ภาชนะที่ปิดสนิท ปลอดภัยขึ้นหน่อย
2) น้ำอัดลม เป็นกรดอ่อน ๆ ลดโอกาสติดเชื้อลง
เด็กผู้หญิงหูหนวก กินยา เพื่อจะได้ยินเสียงในช่วงสั้น ๆ
ด้วยอะไรบางอย่าง ทำให้เราดูเรื่องนี้สองรอบ ทั้งที่แต่ไหนแต่ไร ไม่เคยเข้าไปดูหนังในโรงซ้ำเรื่องเลย
เหตุผลของการไปดูหนังเรื่องนี้รอบแรกของเรากับชูวัส อาจจะเป็นเหตุผลเดียวกันละมัง ..แต่ไม่รู้ชูวัสจะได้ดู Babel รอบสองหรือเปล่า
ชอบหลายฉาก ประทับใจหลายประโยค แต่ฉากที่ทำให้เรา้รู้สึกสะเทือนใจและเจ็บแปลบๆ ที่สุด คือฉากด่านตำรวจ
ยังไม่ได้ดูเลย…แงแง
ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วเก็บไปฝันเลยล่ะพี่…
ฝันเหมือนเดิมทุกประการกับภาพที่ได้ดูมา
มันวิ่งวนอยู่ในหัวขนาดนั้นเลย!
ติดใจเรื่องการขยายขอบเขตของมนุษย์ให้สูงเทียมพระเจ้าสมัยหอคอยบาเบล
แต่ปัจจุบันเรากำลังพยายามขยายขอบเขตของมนุษย์และปัจเจกในทางกว้าง
จนมันกลายเป็นโลกาภิวัฒน์ที่เส้นแบ่งเขตแดนไม่มีความหมาย
แต่มนุษย์กลับสร้างกำแพง สร้างอคติขึ้นมามากมาย จนเราไม่เข้าใจกันสักที…
เสียดายที่สุดที่เขียนเรื่องนี้ลงวีคเอนด์ได้ห่วยมาก
มีประเด็นอีกหลายอย่างที่อยากเขียนถึง แต่เขียนไม่ทันอ่ะ
เหอ เหอ
อ.มะนาว – ผมก็ไม่ได้ดูเหมือนกันอ่ะ แงแง (ด้วย)
ยังไม่ได้ดูเช่นกัน ตื่นไม่ทันง่ะวันนี้
[...] –http://chuwat.wordpress.com/2007/03/01/73/ –เอาไงดีๆ Nada Sou Sou-Babel-Nada Sou Sou-Babel-Nada Sou Sou-Babel … [...]
เปิด Categories แนะนำหนังซะเลยเป็นยังไง เพราะเข้าใจว่ายังมีอีกอย่างน้อย 999 เรื่องที่ท่านชูยังไม่ได้แนะนำติชม ก็นะ..เสนอพื้นที่ใหม่ๆ เผื่อท่านจะได้มีที่ relax ออกจากการบ้านการเมืองมั่ง เพราะ romance คงไม่ได้สร้างด้วยมุมการเมืองเพียงด้านเดียวดอกกระมัง…ฮ่าฮ่าฮ่า
ประสบการณ์ Babel…
เปล่า ไม่ได้เคยขึ้นไปบนหอคอยแห่งนั้น แต่ขออนุญาตเข้ามาแจมกับ Babel ของเพื่อนรัก หลังจากที่ชูแปะป้ายชื่นชม Babel เราก็เลยพยายามหาเวลาไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงบ้าง แต่ว่าท้ายที่สุดก็ไปไม่ทัน โปรแกรมหนังใหม่เข้ามาเบียดโปรแกรมเอา Babel ออกไปซะก่อน …เอาวะ ก็เลยลองหาโหลดดูจากเครือข่าย seed/peer ทั้งหลาย
ใช้เวลาตามหา Babel ในเนตไม่นานนัก แต่ใช้เวลาโหลดไปประมาณ 1 สัปดาห์ ได้ไฟล์หนัง Babel มาในชื่อ Babel DvDrip Eng ขนาดของไฟล์ใหญ่เอาการ 900 กว่าเมก (MB) มีนามสกุลของไฟล์เป็น .daa อุแม่เจ้า…ไฟล์อะไรกันนี่แล้วนี่ตูจะเปิดไฟล์มาดูได้หรือเปล่าล่ะเนี่ย โธ่..อุตส่าห์อดทนโหลดมา เอ้า…ลองใช้โปรแกรมเล่นหนังทั้งหลายดูกันก็ดูไม่ได้ สงสัยจะเสียเปล่าซะแล้ว
เอาน่า…มันให้โหลดได้มันก็ต้องดูได้สิ ลองเข้าไปหาคำแนะนำจาก Google เพื่อนรักดู ก็พบว่าน่าจะต้องใช้ตัวช่วยที่ชื่อว่า PowerISO รวมถึงโปรแกรมที่มีชื่อทำนองว่า Codec บางโปรแกรม …ก็ไปโหลดมาอีกสิครับ โหลดมาแล้วก็แจ่มเลยคราวนี้ นั่งชม Babel บนจอคอมพิวเตอร์ด้วยระบบเสียง surround DVD แบบ No Subtitle
ตั้งแต่เล่นเนตมาก็เป็นครั้งนี้ครั้งแรกที่โหลดหนังออกมาจากบรรดา seed/peer ที่ผ่านมาก็เคยแค่หาโหลดเพลงมาฟังเท่านั้น ไม่คิดว่าระบบภาพและเสียงที่ได้จะดีได้ขนาดนี้ ที่ออกจะทึ่งเล็กน้อยคือระบบเสียงนี่แหละ ฉากแรกที่มีคนเดินบนทะเลทรายนั้น เสียงจะค่อยๆ เคลื่อนแบบสมจริงเข้ามาเรื่อยๆ แต่ที่ออกจะเหนื่อยเอาการก็คือการนั่งชมภาพยนตร์แบบไม่มีคำบรรยายนี่แหละ ใครได้ไปชมเรื่องนี้มาคงรู้ว่าภาษาที่ใช้ในเรื่องนี่มันมีกี่ภาษากัน งานนี้เลยได้รับชมหนังในฐานะของสื่อศิลปะโดยแท้
Babel น่าจะเป็นหนังในตระกูลที่นักสังคมวิทยา-มนุษยวิทยานั่งดูด้วยความรื่นรมย์ หรือไม่ก็อาจจะน่าเบื่อไปเลย เพราะว่า…ชีวิตในยุคโลกาภิวัฒน์แบบนี้มันก็เป็นงี้แหละ ฮ่าฮ่า ส่วนคนทำหนังและนักรหัสวิทยาทั้งหลาย ก็คงสนุกกับภาษาภาพและบทหนังที่มีเรื่องให้ชวนคิดกันเพียบ จนต้องยกจอกคารวะ ก็อย่างที่เฮียชูแกชื่นชมไว้ บาเบลมีวิธีการผูกเรื่องที่สามารถเชื่อมโยงเอาโลกทั้งใบมาร้อยเข้ามาอยู่ในเนื้อเรื่องเดียวกันได้อย่างเรียบง่ายแต่ดี เรื่องบาเบลนี่ก็…สมแล้วที่ให้ชื่อเรื่องนี้ว่า Babel (n. แปลว่า หอคอยสูงที่ชุมนุมด้วยผู้คนหลากหลายภาษา) ดูหนังถึงตอนขึ้นเครดิตท้ายเรื่อง เห็นชื่อคนทำหนังก็ให้นึกถึงว่าก็คงเป็นคนนอก/คนชายขอบในเมืองใหญ่เท่านั้นแหละทั้ง ที่จะเข้าใจถึงเรื่องราวของคนนอกชั้นสองของสังคมโลกได้…แค่นี้แหละ