เขียนชิ้นนี้ใน way ฉบับ 6 เพราะเดือนมีนาคมจะมีสัปดาห์ดอน กีโฮเต้ ซึ่งสังคมไทยนำมาพยายามตีความให้เป็นเรื่องของกษัตริย์ ไม่เพียงแต่งานสัมมนาในเดือนมีนาคมหรอก ก่อนหน้านั้นในม็อบพันธมิตร เพลงความฝันอันสูงสุด ซึ่งแปลเนื้อมาจาก ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ดรีม ก็ถูกนำมาใช้ในม็อบ เคียงคู่กับเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกันในสมัยแห่งการฟาดฟันทางอุดมการณ์ทางการเมือง
…………………
Don Quixote สู่ ‘มายาภาพ’ อันยิ่งใหญ่
(ปลายเดือนกุมภาพันธ์)
20 ปีมาแล้วที่ละครเพลงเรื่องหนึ่งได้เปิดโลกทัศน์ให้กับคนจำนวนหนึ่ง
20 ปีมาแล้วที่คณะละครสองแปด นำเอาบทละครเพลงเรื่องแมน ออฟ ลามันช่า ของ วาสเซอร์มัน ที่เขียนและดัดแปลงขึ้นจากวรรณกรรมอมตะ ดอน กีโฮเต้ ของ มิเกล เด เซรบานเตส ซาเบดรา มาทำเป็นละครในบ้านเรา
จากรอบแรกๆ ที่คนดูไม่ถึงร้อยคน เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นทวีคูณด้วยแรงบอกต่อชนิดปากต่อปากจนกระทั่งหาที่นั่งในโรงละครแห่งชาติไม่ได้ในการแสดงรอบหลังๆ ตลอดระยะเวลาแสดงเกือบเดือน
ความแรงของละครเรื่องนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้คนจำนวนหนึ่งได้รู้จักวรรณกรรมเลื่องชื่อ รู้จักบทละครอันโด่งดัง และรู้จักตัวละครอมตะที่โลดแล่น แต่ยังมีส่วนเปิดประตูบานใหญ่ ให้ใครหลายคนได้ลิ้มลองก้าวท้าวออกจากโลกใบเก่าสู่โลกใบใหม่
โลกที่มี ‘ความจริง’ เป็นดั่งยักษ์ มีเราๆ ท่านๆ เป็นอัศวินผู้ฟาดฟัน มีการตั้งคำถามเป็นหอกดาบ มีความมุ่งมั่นศรัทธาเป็นเกราะสวมใส่ บนการเดินทางอันยาวไกลแห่งการค้นหาสัจจะและความหมายแห่งชีวิต
โจทย์มีอยู่ว่า 20 ปีผ่านไป ยักษ์ตนนั้นคืออะไร และเรากำลังศรัทธาอะไร
โจทย์มีอยู่ว่า ในสมัยที่โลกบอกตัวเองว่า เป็นยุคสิ้นสุดประวัติศาสตร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกแล้ว และเดินหน้าเข้าสู่ระบบการผลิตทุนนิยมเสรีอันไร้ขอบเขตเต็มตัว ยักษ์ตนนั้นได้ปลาสนาการหายไปด้วยหรือไม่
หรืออัศวินเฒ่าผู้ศรัทธามุ่งมั่นในความใฝ่ฝันถึง ‘โลกใหม่ที่เป็นไปได้’ ต่างหากที่หายไป
“ที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็น แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น”
เป็นคำประกาศอันสำคัญ ที่เซรบานเตสประกาศต่อเพื่อนนักโทษ ถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงนำเรื่องราวของอัศวินเฒ่าผู้บ้าๆ บวมๆ แต่ใฝ่ฝันจะเป็นอัศวินผู้ปราบอธรรมความชั่วร้ายที่คนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ยอมจำนน มาเล่าให้ฟังในวันที่เราต่างก็อับจนอยู่ในคุกด้วยกันทั้งสิ้น
อายุของเรื่อง ‘ดอน กีโฮเต้’ ที่ประพันธ์โดยเซรบานเตสนั้นราว 400 ปี แต่ละครเพลง ‘แมน ออฟ ลามันช่า’ ที่ ‘วาสเซอร์มัน’ ประพันธ์ขึ้นเพื่อบอกเรื่องราวของเซบานเตสและ ‘ดอน กีโฮเต้’ นั้น ยังไม่ถึง 50 ปี
400 ปีที่แล้ว คือปลายยุคที่เขาเรียกกันว่า ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ดอนกีโฮเต้ เกิดขึ้นในยามที่ผู้ประพันธ์ต้องต่อสู้กับศาสนาจักรผู้ครอบงำชีวิต
50 ปีที่แล้ว วาสเซอร์มัน นำเอาดอน กีโฮเต้ พร้อมกับเซรบานเตส มาโลดแล่นอีกครั้งในรูปของละครเพลงในช่วงที่โลกกำลังย่อยยับหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสังคมนิยมกำลังบานเบ่งไปทั่วโลก
20 ปีที่แล้ว ‘คณะละครสองแปด’ เลือกเรื่องนี้มาแปลบทและแสดง ในยามที่ฝ่ายซ้ายในประเทศไทยออกจากป่าจนหมดสิ้น สองปีต่อมา กำแพงเบอร์ลินก็ทลายลง และต่อจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมินก็นองไปด้วยเลือด หลังรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสินใจใช้กำลังเข้าบดขยี้ผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในจีน
หลังละครจบลง ใครต่างใครก็ตีความต่างกัน บางคนลิ้มลองที่จะฝัน บางคนซึมซับเอาความกล้าหาญ หลายคนตัดสินใจทิ้งชีวิตเมือง หันกลับสู่หมู่บ้านดงดอย ค่อยๆ สร้างโลกใหม่ เป็นโลกใหม่ที่เป็นไปได้
หลังละครจบลง 20 ปี ใครต่างใครยังคงตีความต่างกัน และใครๆ ก็เป็นดอน กีโฮเต้ ปราบอธรรมได้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะเขารักความเป็นธรรม แต่เพราะเขาชี้นิ้วบอกได้ว่า อะไรที่เขาจะปราบ สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นธรรมเสมอ
ใครต่างใครยังคงตีความต่างกัน กระทั่งปีที่ผ่านมา เพลง ‘ดิ อิมพอสสิเบิ้ล ดรีม’ ยังก้องกังวาลบนถนนราชดำเนินในนามของการปราบอธรรม ทว่าได้กดคนจำนวนมหาศาลมิให้กล้าใฝ่ฝัน กระทั่งความใฝ่ฝันกลายเป็นความทะเยอทะยาน โลภ และไม่รู้จักพอเพียง
หรือ 20 ปีที่ผ่านมา เราสูญเสียความสามารถในการแยกแยะว่า อะไรคือ ‘สิ่งที่เป็น’ และอะไรคือ ‘สิ่งที่ควรจะเป็น’ ไปเสียแล้ว



อ่านบทความพี่ชูใน way ทีไร ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน จะรู้สึกเหมือนอ่านงานคนแก่อายุซัก 60 ได้ (อิอิ)
แวะมาเยี่ยมค่ะ
มีคนพูดถึงพี่ในบล๊อกด้วยนะ
ส่งลิงค์มาให้อ่านอ่ะ
http://www.fringer.org/?p=239#more-239