ชอบคอนเซปท์และการประกอบกันของงานใน way ฉบับที่ 8 ชิ้นนี้ เพราะมันอธิบายอะไรในใจได้เยอะทีเดียว แต่เขียนไม่ได้เรื่อง เสียดายๆ
ดาวกลางทะเล
(ปลายเดือนเมษายน)
……………..
ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง…
ผมเห็น ‘ดาว’ แม้ไม่ได้เปล่งประกาย แม้จะไม่สว่างไสว และเกลื่อนกล่นอยู่ใต้ฟ้าสีดำ แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่ามันเป็นดาว
ปลาดาวที่นอนเรียงรายอยู่ชายหาด คงไม่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครเหมือนดวงดาวที่สาดแสงอำไพ แต่ไม่ว่าอย่างไร รูปร่างของมันยังคงเป็นรูปดาว คล้ายประกายแสงของดาวฤกษ์บนท้องฟ้า
คลื่นที่ซัดหาดยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างซื่อสัตย์ และอดีตก็ยังคงทำหน้าที่ของมันเช่นเดียวกัน
มันพาผมหวนไปในคืนวันอันเยาว์วัย ครั้งได้ยิน ได้ยล และทำให้ผู้คนมากหน้าหลายตาได้ยินได้ลิ้มรสของ ‘นิทานปลาดาว’
หากจำไม่ผิด ในวันใดวันหนึ่งราวๆ 14 ปีก่อน ระหว่างที่เราคิดค้นออกแบบกระบวนการค่ายอบรมเยาวชนรักประชาธิปไตย เรื่องเล่าสั้นๆ ที่อยู่ในหน้ากระดาษของหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า ‘ปันศรัทธาและอาทร’ ก็ปลุกเราให้ตื่น และย้ำให้เรามุ่งมั่นเดินหน้าทดลอง เรียนรู้ และทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อไป
แม้เวลานั้น วันนั้น จะสิ้นสุดยุคสมัยแห่งการกำหนดเป้าหมายในชีวิตที่ควรจะเป็นให้กับหนุ่มสาวอย่างบริบูรณ์มาหลายปีดีดักแล้วก็ตาม
แม้วันนั้นการเมืองไทยจะขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนชนชั้นหนึ่งที่ออกมาเดินถนนพร้อมกับมือที่ถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาระดับที่คนทั่วไปยากจะหาซื้อได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย
กลุ่มคนชนชั้นหนึ่งที่เดินทางสู่ความมั่งคั่ง ขณะที่หัวใจก็ใฝ่ฝันถึงสังคมอุดมคติ
หลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ‘ยืนยง โอภากุล’ หลุดเพลง ‘ทะเลใจ’ ออกมาจากเบ้าหลอมของยุคสมัย ให้ผู้ฟังโดยเฉพาะกับคนกลุ่มนั้นได้ซาบซึ้งกินใจ
สำหรับผม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในทะเลอันสับสนวุ่นวายด้วยคลื่นลมโหมชีวิตและการถามหาความหมายในคืนวันที่ ‘ตัวกับใจไม่ตรงกัน’ ทะเลแห่งนั้นย่อมมี ‘ปลาดาว’ อาศัยอยู่ด้วย
…
ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง
ทุกๆ เช้าจะมีปลาดาวน้อยใหญ่ถูกน้ำทะเลซัดขึ้นมาเกยตื้นบนพื้นทราย
ทุกๆ เช้าเด็กน้อยคนหนึ่งเดินเลาะไปตามชายหาดยาว เพื่อโยนเหล่าปลาดาวโชคร้ายลงทะเล ทีละตัวๆ
ในที่สุด ชายแก่คนหนึ่งที่เฝ้ามองก็ตัดสินใจถามขึ้นในวันหนึ่งว่า “มีประโยชน์อะไรที่เธอจะทำแบบนี้ เพราะวันพรุ่งนี้คลื่นทะเลก็จะซัดปลาดาวมาเกยตื้นอีกอยู่ดี”
เด็กน้อยก้มมองปลาดาวตัวจ้อยในมือ ขว้างมันออกไปสุดแรงเหมือนทุกครั้ง แล้วตอบชายแก่ว่า
“มันต่างกันที่ตัวนี้แหละ”
…
ผ่านมา 14 ปี นิทานปลาดาวกลายเป็นนิทานภาคบังคับที่เกือบทุกค่ายเยาวชนที่ผุดกันเป็นดอกเห็ดในเวลานี้ ใช้มันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
ตีความไปต่างๆ นานา บ้างก็ตอบคำถามถึงการใช้ชีวิต ทาง และการดำเนินชีวิต บ้างก็ลดทอนมันให้เหลือเพียงแค่ ‘การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์’ กระนั้นนิทานปลาดาวยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป
วันนี้ไม่มี ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ ในทะเลใจอันมืดมิด
แต่ยังคงมีปลาดาวที่รอให้ใครมาโยนมันลงทะเล
ผมอ่านในนิตยสารแล้วรู้สึกว่าเขียนได้ดีจัง
เขียนดีออกค่ะ : )
ถ้ามีการจัดอันดับคอลัมนิสต์ในประเทศไทยที่ชอบถล่มตัว (มากกว่า ‘ถ่อม’ อีกนะ) เนี่ยะ พี่ชูน่าจะติดอันดับต้น ๆ นะคะ
อยากเขียน เรื่องลงในนิตยสาร ค่ะ
แต่จะว่าไปแล้วไม่รู้ว่าจะเอาเรื่องที่เขียนขึ้น
ไปอยู่ตรงบทไหนดี
เป็นงานเขียน ของเรา ที่เป็นเรื่องให้ข้อคิด สั้นๆ ในหนึ่งหน้ากระดาษ
เป็นงานเขียน ที่ยังไม่นิยมกันนัก แต่จะว่าไป มันก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
ทีเดียวแหละค่ะ
แต่งานเขียนแบบนี้ คงเป็นที่สนใจในคนบางกลุ่มเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรก็อยากจะเขียนมันต่อไป
ขอบคุณมากค่ะ
บังเอิญได้อ่าน เวย์ เพราะรุ่นน้องติดมือกลับมาจากเมืองไทยด้วย
อ่านแล้วก็รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่บ้าน เลยพลาดโอกาส”ติด”นิตยสารดีๆอย่างนี้ไป
ไม่รู้ว่้า คืนที่ไม่มีดาว ชาวประมงจะมองเห็นปลาดาวแทนบ้างไหมเนาะ