มันต้องสู้ต่อ

8 06 2007

ชอบคอนเซปท์และการประกอบกันของงานใน way ฉบับที่ 8 ชิ้นนี้ เพราะมันอธิบายอะไรในใจได้เยอะทีเดียว แต่เขียนไม่ได้เรื่อง เสียดายๆ

ดาวกลางทะเล
(ปลายเดือนเมษายน)

……………..

ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง…

ผมเห็น ‘ดาว’ แม้ไม่ได้เปล่งประกาย แม้จะไม่สว่างไสว และเกลื่อนกล่นอยู่ใต้ฟ้าสีดำ แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่ามันเป็นดาว

ปลาดาวที่นอนเรียงรายอยู่ชายหาด คงไม่สร้างแรงบันดาลใจให้ใครเหมือนดวงดาวที่สาดแสงอำไพ แต่ไม่ว่าอย่างไร รูปร่างของมันยังคงเป็นรูปดาว คล้ายประกายแสงของดาวฤกษ์บนท้องฟ้า

คลื่นที่ซัดหาดยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างซื่อสัตย์ และอดีตก็ยังคงทำหน้าที่ของมันเช่นเดียวกัน

มันพาผมหวนไปในคืนวันอันเยาว์วัย ครั้งได้ยิน ได้ยล และทำให้ผู้คนมากหน้าหลายตาได้ยินได้ลิ้มรสของ ‘นิทานปลาดาว’

หากจำไม่ผิด ในวันใดวันหนึ่งราวๆ 14 ปีก่อน ระหว่างที่เราคิดค้นออกแบบกระบวนการค่ายอบรมเยาวชนรักประชาธิปไตย เรื่องเล่าสั้นๆ ที่อยู่ในหน้ากระดาษของหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ชื่อว่า ‘ปันศรัทธาและอาทร’ ก็ปลุกเราให้ตื่น และย้ำให้เรามุ่งมั่นเดินหน้าทดลอง เรียนรู้ และทำกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อไป

แม้เวลานั้น วันนั้น จะสิ้นสุดยุคสมัยแห่งการกำหนดเป้าหมายในชีวิตที่ควรจะเป็นให้กับหนุ่มสาวอย่างบริบูรณ์มาหลายปีดีดักแล้วก็ตาม

แม้วันนั้นการเมืองไทยจะขับเคลื่อนด้วยกลุ่มคนชนชั้นหนึ่งที่ออกมาเดินถนนพร้อมกับมือที่ถือโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคาระดับที่คนทั่วไปยากจะหาซื้อได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

กลุ่มคนชนชั้นหนึ่งที่เดินทางสู่ความมั่งคั่ง ขณะที่หัวใจก็ใฝ่ฝันถึงสังคมอุดมคติ

หลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ‘ยืนยง โอภากุล’ หลุดเพลง ‘ทะเลใจ’ ออกมาจากเบ้าหลอมของยุคสมัย ให้ผู้ฟังโดยเฉพาะกับคนกลุ่มนั้นได้ซาบซึ้งกินใจ
สำหรับผม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในทะเลอันสับสนวุ่นวายด้วยคลื่นลมโหมชีวิตและการถามหาความหมายในคืนวันที่ ‘ตัวกับใจไม่ตรงกัน’ ทะเลแห่งนั้นย่อมมี ‘ปลาดาว’ อาศัยอยู่ด้วย

ณ ชายหาดแห่งหนึ่ง

ทุกๆ เช้าจะมีปลาดาวน้อยใหญ่ถูกน้ำทะเลซัดขึ้นมาเกยตื้นบนพื้นทราย

ทุกๆ เช้าเด็กน้อยคนหนึ่งเดินเลาะไปตามชายหาดยาว เพื่อโยนเหล่าปลาดาวโชคร้ายลงทะเล ทีละตัวๆ

ในที่สุด ชายแก่คนหนึ่งที่เฝ้ามองก็ตัดสินใจถามขึ้นในวันหนึ่งว่า “มีประโยชน์อะไรที่เธอจะทำแบบนี้ เพราะวันพรุ่งนี้คลื่นทะเลก็จะซัดปลาดาวมาเกยตื้นอีกอยู่ดี”
เด็กน้อยก้มมองปลาดาวตัวจ้อยในมือ ขว้างมันออกไปสุดแรงเหมือนทุกครั้ง แล้วตอบชายแก่ว่า
“มันต่างกันที่ตัวนี้แหละ”

ผ่านมา 14 ปี นิทานปลาดาวกลายเป็นนิทานภาคบังคับที่เกือบทุกค่ายเยาวชนที่ผุดกันเป็นดอกเห็ดในเวลานี้ ใช้มันเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ

ตีความไปต่างๆ นานา บ้างก็ตอบคำถามถึงการใช้ชีวิต ทาง และการดำเนินชีวิต บ้างก็ลดทอนมันให้เหลือเพียงแค่ ‘การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์’ กระนั้นนิทานปลาดาวยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไป
วันนี้ไม่มี ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ ในทะเลใจอันมืดมิด
แต่ยังคงมีปลาดาวที่รอให้ใครมาโยนมันลงทะเล





ชีวิตบนถนน

8 06 2007

ขออภัยเถิด ตั้งชื่อบันทึกชิ้นนี้เพื่อให้มันเหมาะกับงานที่จะเก็บ เพราะชีวิตในเมืองนั้นต้องใช้ทั้งทางหลัก และทางรอง มันบอกไม่ได้หรอกว่า อะไรสำคัญกว่า จำได้ว่าเขียนงานชิ้นนี้ขึ้นเพื่อลงใน way ฉบับที่ 7 เพราะเกิดอาการหมั่นไส้เต็มทนกับ กระแสทางเลือก ที่ใช้ “อำนาจ” กดเสียงส่วนใหญ่และก่นด่าทางหลักไปซะทั้งหมด ทั้งๆ เกินกว่าครึ่งชีวิตเที่ยวไปคุยกับเด็กๆ เรื่องเสียงข้างมากข้างน้อยมาตลอด พยายามให้คนส่วนใหญ๋ปกป้องเสียงข้างน้อย เคารพเสียงข้างน้อย มาวันนี้คนไม่เท่าไรมีอำนาจเหนือบ้านเมือง เลยงง และเจ็บปวดไม่หาย

…………………….

ทางเลือก ทางหลัก
(ปลายเดือนมีนาคม)

คนหลายคนในโลกใบนี้ มีอายุยืนยาวอยู่ในความทรงจำของมนุษยชาติหลายพันหลายร้อยปี ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเขาไม่ยอมเดินตามโลกอย่างเชื่องๆ และไม่เพียงแต่ไม่เดินตาม จะมากจะน้อยคนเหล่านี้ต่างก็เดินสวนทางกับความคิดความเชื่อของผู้คนส่วนใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น

โลกที่แบนราบ พลันเปลี่ยนเป็นดวงดาวทรงกลม โลกที่เคยเป็นศูนย์กลางจักรวาล พลันเปลี่ยนเป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินธรรมดาๆ ดวงหนึ่ง ทั้งหมดนี้เริ่มด้วยคนเพียงคนเดียวที่หาญกล้าออกมาทายท้าความจริงที่ถูกกำหนดขึ้นด้วยอำนาจแห่งศาสนาจักร ผู้กำหนดว่า อะไรคือดี อะไรคือเลว อะไรคือคุณธรรม อะไรคือบาป

โลกซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา มนุษย์ และภูติผีโดย ‘ธรรมชาติ’ ก็พลันกลายเป็นโลกใบเดียวกัน ที่ซึ่งมนุษย์ทุกคนต่างก็มีศักดิ์มีศรีเท่าเทียมกัน โลกที่ไม่มีใครมาจากสกุลเทพ ไม่มีใครสืบสายตระกูลมาจากนรก โลกแบบนี้ก็สร้างขึ้นโดยคนหาญกล้าไม่กี่คนที่ท้าทายอำนาจการปกครอง

ไม่ต้องพูดเรื่องเสียงข้างน้อย-เสียงข้างมาก เพราะเพียงแต่ความกล้าหาญของคนเพียงคนเดียวที่จะพูดและคิดในสิ่งที่เขาเชื่อ ก็อาจเปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของคนอีกพันล้านคนที่เหลือบนโลกใบนี้ได้

ทว่า…จะมีสักกี่คนที่จะยืนยันความคิดความเชื่อ และทนกับความแปลกแยกที่กัดกินหัวใจของเขาอยู่ทุกขณะได้ในระหว่างที่อยู่ในซีกฝ่ายของคนส่วนน้อย

และจะมีสักกี่คนที่จะตระหนักได้ถึงความสำคัญของ ‘ความพยายามค้นพบ’ มากกว่าการเห็นความสำคัญของ ‘สิ่งที่ค้นพบ’

เพราะที่สุดในวันที่โลกเปลี่ยน ทางเลือกได้กลายเป็นทางหลัก โลกกลมกลายเป็นโลกจริง และเบียดขับโลกแบนจากกระแสหลักเดิมให้ต้องอุดอู้อยู่กับอดีตและความล้าสมัยไดโนเสาร์เต่าล้านปี

จะมีสักกี่คนที่จะตระหนักได้ถึงความสำคัญของ ‘ความพยายามค้นพบ’ มากกว่าการเห็นความสำคัญของ ‘สิ่งที่ค้นพบ’

แท้จริงแล้ว ‘สิ่งที่ค้นพบ’ นั้นอาจมีหลายแบบ แต่ ‘ความพยายามค้นพบ’ ว่าไปแล้ว จะปรุงแต่งให้แตกต่างหลากหลายอย่างไรก็ล้วนมีแบบเดียว คือมาจากศรัทธาและความเชื่อว่า ชีวิตพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้

มนุษย์ 6,000 ล้านคนบนโลกใบนี้ ล้วนแต่เติบโตมาในน้ำ ดิน อากาศ ที่มีธาตุ มีอุณหภูมิแตกต่างกัน ไม่มี ‘สิ่งที่ค้นพบ’ ใด ที่จะเป็นตัวแทนของการค้นพบอิสรภาพและความจริงที่เติมเต็มจิตวิญญาณอันแห้งกระหายให้กับทุกคนบนโลกได้

โลกจึงมีหนทางเต็มไปหมด มีความคิดความเชื่ออยู่ในทางนั้นเป็นกระแสสาย เป็นทางหลักหนึ่งทาง ทางสายรองอีกมากมายมหาศาล โดยมีเราใช้ชีวิตว่ายวนอยู่กับทั้งทางหลักและทางรอง

ทางรอง อาจดูเปลี่ยวเหงา แปลกแยก ทว่า เต็มไปด้วยความหวัง ตื่นใจ ชวนตื่นรู้ และเป็นที่ที่มีความใฝ่ฝันให้ได้ลิ้มลอง

กระนั้น ทางหลักก็หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมหาศาล ต่อให้น่าเบื่อ เต็มไปด้วยความมืดทึบอย่างไร ทางหลักนั้นก็ได้สร้างระบบระเบียบให้การอยู่ร่วมกันและสร้างความรู้สึกมั่นคงให้กับผู้คนส่วนใหญ่ และบางทีเป็นจริง ‘กินได้’ เสียยิ่งกว่าทางรองอันเย้ายวนใจเสียอีก

ทางเลือก ทางหลัก จึงไม่ได้มีอะไรด้อย หรือเลวร้ายไปกว่ากัน

ไม่มีหลัก ก็ไม่รู้จักเลือก ไม่มีทางหลัก ก็ไม่ทางรอง ไม่รู้จักเดินบนทางสายรอง ก็ไม่รู้จะสร้างสรรค์ทางหลัก หรือเปลี่ยนแปลงมันได้อย่างไร

ทางหลัก ทางรอง หรือทางเลือก จึงมีหน้าที่ของมันในการ ‘แสวงหา’ ความจริง และการ ‘ค้นพบ’ เพื่อให้เหมาะกับผู้คนทุกธาตุ ทุกอุณหภูมิ

ไม่ว่าใครจะค้นพบอะไร มันก็แค่โลกแบน หรือโลกกลม หรือวันหนึ่งอาจจะเป็นความว่าง หรือกลวงเปล่า

ความพยายามค้นพบต่างหาก ที่บางทีอาจจะจริง เป็นอิสรภาพ เสียยิ่งกว่าสิ่งที่ค้นพบเสียอีก





Don Quixote

25 03 2007

เขียนชิ้นนี้ใน way ฉบับ 6 เพราะเดือนมีนาคมจะมีสัปดาห์ดอน กีโฮเต้ ซึ่งสังคมไทยนำมาพยายามตีความให้เป็นเรื่องของกษัตริย์ ไม่เพียงแต่งานสัมมนาในเดือนมีนาคมหรอก ก่อนหน้านั้นในม็อบพันธมิตร เพลงความฝันอันสูงสุด ซึ่งแปลเนื้อมาจาก ดิ อิมพอสซิเบิ้ล ดรีม ก็ถูกนำมาใช้ในม็อบ เคียงคู่กับเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ซึ่งเป็นด้านตรงข้ามกันในสมัยแห่งการฟาดฟันทางอุดมการณ์ทางการเมือง

…………………

Don Quixote สู่ ‘มายาภาพ’ อันยิ่งใหญ่
(ปลายเดือนกุมภาพันธ์)

20 ปีมาแล้วที่ละครเพลงเรื่องหนึ่งได้เปิดโลกทัศน์ให้กับคนจำนวนหนึ่ง

20 ปีมาแล้วที่คณะละครสองแปด นำเอาบทละครเพลงเรื่องแมน ออฟ ลามันช่า ของ วาสเซอร์มัน ที่เขียนและดัดแปลงขึ้นจากวรรณกรรมอมตะ ดอน กีโฮเต้ ของ มิเกล เด เซรบานเตส ซาเบดรา มาทำเป็นละครในบ้านเรา

จากรอบแรกๆ ที่คนดูไม่ถึงร้อยคน เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นทวีคูณด้วยแรงบอกต่อชนิดปากต่อปากจนกระทั่งหาที่นั่งในโรงละครแห่งชาติไม่ได้ในการแสดงรอบหลังๆ ตลอดระยะเวลาแสดงเกือบเดือน

ความแรงของละครเรื่องนั้น ไม่เพียงแต่ทำให้คนจำนวนหนึ่งได้รู้จักวรรณกรรมเลื่องชื่อ รู้จักบทละครอันโด่งดัง และรู้จักตัวละครอมตะที่โลดแล่น แต่ยังมีส่วนเปิดประตูบานใหญ่ ให้ใครหลายคนได้ลิ้มลองก้าวท้าวออกจากโลกใบเก่าสู่โลกใบใหม่

โลกที่มี ‘ความจริง’ เป็นดั่งยักษ์ มีเราๆ ท่านๆ เป็นอัศวินผู้ฟาดฟัน มีการตั้งคำถามเป็นหอกดาบ มีความมุ่งมั่นศรัทธาเป็นเกราะสวมใส่ บนการเดินทางอันยาวไกลแห่งการค้นหาสัจจะและความหมายแห่งชีวิต

โจทย์มีอยู่ว่า 20 ปีผ่านไป ยักษ์ตนนั้นคืออะไร และเรากำลังศรัทธาอะไร

โจทย์มีอยู่ว่า ในสมัยที่โลกบอกตัวเองว่า เป็นยุคสิ้นสุดประวัติศาสตร์ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีกแล้ว และเดินหน้าเข้าสู่ระบบการผลิตทุนนิยมเสรีอันไร้ขอบเขตเต็มตัว ยักษ์ตนนั้นได้ปลาสนาการหายไปด้วยหรือไม่

หรืออัศวินเฒ่าผู้ศรัทธามุ่งมั่นในความใฝ่ฝันถึง ‘โลกใหม่ที่เป็นไปได้’ ต่างหากที่หายไป

“ที่สุดของความบ้าทั้งปวง คือการมองชีวิตอย่างที่มันเป็น แทนการมองชีวิตอย่างที่มันควรจะเป็น”

เป็นคำประกาศอันสำคัญ ที่เซรบานเตสประกาศต่อเพื่อนนักโทษ ถึงเหตุผลที่ว่า ทำไมเขาจึงนำเรื่องราวของอัศวินเฒ่าผู้บ้าๆ บวมๆ แต่ใฝ่ฝันจะเป็นอัศวินผู้ปราบอธรรมความชั่วร้ายที่คนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ยอมจำนน มาเล่าให้ฟังในวันที่เราต่างก็อับจนอยู่ในคุกด้วยกันทั้งสิ้น

อายุของเรื่อง ‘ดอน กีโฮเต้’ ที่ประพันธ์โดยเซรบานเตสนั้นราว 400 ปี แต่ละครเพลง ‘แมน ออฟ ลามันช่า’ ที่ ‘วาสเซอร์มัน’ ประพันธ์ขึ้นเพื่อบอกเรื่องราวของเซบานเตสและ ‘ดอน กีโฮเต้’ นั้น ยังไม่ถึง 50 ปี

400 ปีที่แล้ว คือปลายยุคที่เขาเรียกกันว่า ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ดอนกีโฮเต้ เกิดขึ้นในยามที่ผู้ประพันธ์ต้องต่อสู้กับศาสนาจักรผู้ครอบงำชีวิต

50 ปีที่แล้ว วาสเซอร์มัน นำเอาดอน กีโฮเต้ พร้อมกับเซรบานเตส มาโลดแล่นอีกครั้งในรูปของละครเพลงในช่วงที่โลกกำลังย่อยยับหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสังคมนิยมกำลังบานเบ่งไปทั่วโลก

20 ปีที่แล้ว ‘คณะละครสองแปด’ เลือกเรื่องนี้มาแปลบทและแสดง ในยามที่ฝ่ายซ้ายในประเทศไทยออกจากป่าจนหมดสิ้น สองปีต่อมา กำแพงเบอร์ลินก็ทลายลง และต่อจากนั้นไม่นานสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมินก็นองไปด้วยเลือด หลังรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสินใจใช้กำลังเข้าบดขยี้ผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในจีน

หลังละครจบลง ใครต่างใครก็ตีความต่างกัน บางคนลิ้มลองที่จะฝัน บางคนซึมซับเอาความกล้าหาญ หลายคนตัดสินใจทิ้งชีวิตเมือง หันกลับสู่หมู่บ้านดงดอย ค่อยๆ สร้างโลกใหม่ เป็นโลกใหม่ที่เป็นไปได้

หลังละครจบลง 20 ปี ใครต่างใครยังคงตีความต่างกัน และใครๆ ก็เป็นดอน กีโฮเต้ ปราบอธรรมได้ทั้งนั้น ไม่ใช่เพราะเขารักความเป็นธรรม แต่เพราะเขาชี้นิ้วบอกได้ว่า อะไรที่เขาจะปราบ สิ่งนั้นย่อมไม่เป็นธรรมเสมอ

ใครต่างใครยังคงตีความต่างกัน กระทั่งปีที่ผ่านมา เพลง ‘ดิ อิมพอสสิเบิ้ล ดรีม’ ยังก้องกังวาลบนถนนราชดำเนินในนามของการปราบอธรรม ทว่าได้กดคนจำนวนมหาศาลมิให้กล้าใฝ่ฝัน กระทั่งความใฝ่ฝันกลายเป็นความทะเยอทะยาน โลภ และไม่รู้จักพอเพียง

หรือ 20 ปีที่ผ่านมา เราสูญเสียความสามารถในการแยกแยะว่า อะไรคือ ‘สิ่งที่เป็น’ และอะไรคือ ‘สิ่งที่ควรจะเป็น’ ไปเสียแล้ว





เพลงรักในอากาศ

4 03 2007

เดือนกุมภาเป็นเดือนแห่งความรัก เคยก็เคยมีความรัก มีความรัก และจะยังมีรัก way ฉบับ 5 ก็หนีไม่พ้นที่ต้องเขียนเรื่องนี้ ที่จริงควรจะต้องเป็นเรื่องที่ถนัดแต่เอาเข้าจริง ชีวิตและอารมณ์ กับเวลาที่มีอัตราเร่งเร็วเป็นพิเศษในตอนส่งต้นฉบับ ก็ไม่ได้ทำให้งานชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดอะไรๆ ในหัวจิตหัวใจอย่างที่วัยหนุ่มจะทำได้ เลยนึกถึงเพลงตอนวัยวันของการก่อร่างสร้างตัวตน ก็ไม่มีเพลงรักที่พอจะอินเหมือนชาวบ้านเขาอีก เพราะดันทะลึ่งไปฟังเพลงทางเลือกตั้งแต่เด็ก เป็นเพลงที่เอามาใช้ทำค่าย และสร้างโลกส่วนตัวของกลุ่มขึ้นมาให้แตกต่างและดูเป็นพิเศษกับโลกอื่นๆ ประกอบกับ october zone เอาเพลงพวกนี้มาทำดนตรีใหม่ เลยถือโอกาสแนะนำ ใครสนใจลองเข้าไปโหลดฟังได้ที่ http://www.octoberzone.com/

……………………….

ความรักในอากาศ
(ปลายเดือนมกราคม)

ภาพยนตร์เรื่อง ‘Seasons Change : เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย’ ใช้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นฉากหลังเกือบทั้งเรื่อง ทำให้หลายต่อหลายคนได้รับรู้ว่า ประเทศไทยก็มีโรงเรียนชนิดนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน

เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา ให้บังเอิญว่า นักเรียนดนตรีที่วิทยาลัยแห่งนี้ได้นำ ‘เพลงเก่าๆ’ ในยุค 30 ปีที่แล้วมาทำดนตรีใหม่ บันทึกเป็นแผ่นและแสดงคอนเสริต์ ‘October Zone : พลังฝันคนรุ่นใหม่’ จึงทำให้อดีตนักศึกษานักกิจกรรมรุ่นนั้น ไล่มาจนถึงอดีตนักกิจกรรมร่วมสมัยบางคนมีโอกาสได้ยินได้ฟังเพลงเก่าๆ ที่เนื้อหา ท่วงทำนอง และเส้นเสียงทุกลายเขบ็ด หวนให้รำลึกถึงวิญญาณขบถในวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง

พูดกันตามจริง ลูกเล่น ดนตรี ตลอดจนเนื้อหาของเพลง หากหวังจะขายให้เด็กรุ่นนี้ฟัง ภายใต้การตลาดและระบบคุณค่าที่เป็นอยู่ก็คงจะยากสักหน่อย

แต่เนื้อหาและวิญญาณของเพลงนั้นพอจะ ‘ล้างหู’ จากเพลงรักกลาดเกลื่อน ดนตรีแพรวพราว ที่มีอยู่ในทุกคลื่นอากาศวันนี้ได้อยู่บ้าง

กระนั้นวันที่ได้ฟังเพลงเหล่านี้อีกครั้ง ผมกลับนึกถึงเพลงรักที่มีอยู่ในจำนวนน้อยเพลงในสารบบของ ‘เพลงนักศึกษา’ (เมื่อ 30 ปีที่แล้ว) หรือ ‘เพลงค่าย’ เหล่านี้ ที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่มีเนื้อหาชักชวนให้ตั้งคำถามกับชีวิต กับสังคม และกับการศึกษา ซึ่งโครงการ October Zone ไม่ได้นำมาร้องหรือทำดนตรี

เพลงหนึ่งชื่อ ‘แด่หนุ่มสาว’ ของวงที่ชื่อว่า ‘นฤคหิต’ ตั้งคำถามกับความรัก รักเพื่ออะไร?

เช่นเดียวกับเพลงที่ชื่อว่า ‘ความรัก’ ของวง ‘พลังเพลง’ ที่ใช้ทำนองเพลง Today ของ Randy Sparks มีเนื้อเพลงว่า

เมื่อรักต้องมอบให้ อย่าคิดหวงและอาลัย
ด้วยความรักที่จริงใจ ให้อภัยในสิ่งผิด
เมื่อร้างคราจำห่าง อย่าอ้างว้างใจอาดูร อย่าสิ้นหวัง เกื้อกูลรักที่มี
จงรักที่ดวงจิต ในความคิดอันมีค่า
ใช่จะรักที่เงินตรา ปรารถนาเพียงรูปกาย
ความรักคือน้ำใจ ใช่มอบไว้เพียงคู่ตน มั่นในรักมวลชนรักยิ่งใหญ่
ความรักอันสูงค่า ต้องนำพาโลกก้าวไกล
นำทางสู่สังคมใหม่ อันวิไล มีเสรี
รักแท้ต้องเสียสละ ใจชนะอยุติธรรม แด่ชนผู้ระกำ ให้สุขล้ำเรืองใสสดสมบูรณ์

ผ่านมาอีกเกือบ 10 ปี เพลง ‘ความรัก’ ของสุรชัย จันธิมาทร จึงออกมาด้วยภาษาที่ลุ่มลึกดนตรีอคูสติกที่กินใจ

ความรักคือการให้ หัวใจจงเต็มเปี่ยม
สิทธิเธอควรเท่าเทียม ก้าวไปสู่ความหวัง
ความหวังของเรา (แต่) หนุ่มสาวของโลก
ดั่งนกน้อยบินโบก ดั่งหัวใจบินโบก เริงลม

เนื้อแบบนี้อาจะทำเอาคนรุ่นใหม่ และนักวิจารณ์เพลงสมัยนี้ขนลุกซู่และอาจจะพลอยขำเอาได้ แต่เรื่องจริงและน่าแปลกก็คือ เราแทบจะหาเนื้อเพลงที่ให้ค่ากับความรักแบบนี้ไม่ได้เอาเสียเลยในสารบบเพลงไทยทั้งหมดที่ผลิตเพลงออกมาในอัตราถี่วันละไม่รู้กี่สิบเพลงตลอดเกือบ 30 ปี และ…เกือบทั้งหมดเป็นเพลงรัก

ฟังแล้ว บางคนอาจจะคิดเอาว่า ความรักของคนหนุ่มสาวรุ่นนั้นทำไมช่างดูแห้งแล้ง กระนั้นก็เชื่อได้ว่าแต่ละคนที่มีภรรยา มีสามี และมีบุตรธิดาเติบโตเป็นคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน ต่างก็มีแง่มุมที่โรแมนติกแตกต่างกันไป

ในความรักก็โรแมนติก ในเป้าหมายชีวิตก็โรแมนติก ระหว่างนั้นก็ใช่ การต่อสู้ก็ใช่ แม้กระทั่งสมัยแห่งการพ่ายแพ้ หรือรอคอยก็ยังโรแมนติก

มันมีโลกแบบนั้นจริงๆ ในหมู่นักศึกษาสมัยหนึ่ง ที่ถามกันและคุยกันในเรื่องของคนอื่นๆ แม้แต่เรื่องของความรักที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของคนสองคน

เหมือนที่มีโรงเรียนที่เอาแต่เรียนดนตรีจริงๆ อย่างในภาพยนตร์เรื่อง Seasons Change

ไม่รู้สิครับ ความพยายามเข็นเพลงเหล่านี้ออกมาให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้รู้ว่า โลกนี้มีเพลงอีกประเภทที่มีเนื้อหาไม่เหมือนเรื่องเดิมๆ ให้คนรุ่นใหม่ได้ล้างหู ก็อาจจะทำให้คลื่นและอากาศสะอาดขึ้นบ้าง

เผื่อว่าวันหนึ่งเราจะตื่นขึ้นมาในฤดูกาลที่เปลี่ยนไป มองโลกที่เปลี่ยนไป และด้วยหัวใจที่โรแมนติกขึ้นอีกนิด





ยาอายุวัฒนะแด่หนุ่มสาว

4 03 2007

way ฉบับที่ 4 เขียนด้วยความตัน เลยตั้งโจทย์จากธีมปก ว่าด้วยเรื่อง ‘วัยทอง’

………………..

ยาอายุวัฒนะ
(ปลายเดือนธันวาคม)

ว่ากันว่า คนในสมัยหนึ่ง เปลี่ยนวิถีชีวิตและความคิดของตนเองด้วยบทกลอนง่ายๆ ที่ตั้งคำถามกับระบบการศึกษาอย่าง ‘เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน’ ที่ขึ้นต้นว่า “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย”… และลงท้ายด้วย… “สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”

ยังมีคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากอีกคำถามหนึ่ง และยากยิ่งกว่าหากจะต้องตอบอย่างจริงใจ เท่าทันตัวเอง นั่นก็คือคำถามประเภท “เราอยากให้ป้ายหลุมศพของเรา จารึกถ้อยอักษรร้อยคำสรรเสริญว่าอะไร”

นี่อาจจะเป็นคำถามหนึ่งในวัยวันก่อร่างรูปความคิดสร้างตัวตน ซึ่งหลายคนมีโอกาสต้องเผชิญ เป็นดั่งโจทย์ และเป็นดุจอรุณรุ่งของการมีชีวิต

ไม่แน่ว่าโจทย์แบบนี้มันจะท้าทายหนุ่มสาววัยรุ่นสมัยนี้หรือไม่ แต่สำหรับนักกิจกรรมหรือพลเมืองผู้ตื่นตัวรุ่นก่อนๆ จะมากจะน้อย ล้วนแต่ต้องเผชิญกับคำถามแบบนี้ กระทั่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนหลายคน

ทุกครั้งที่คำถามประเภทนี้ผุดขึ้นมา ไม่ว่าจะมาจากจุดประสงค์เพื่อการสร้างกลุ่ม จุดประสงค์เพื่อถกปรัชญาหรือวิชาการ ทั้งหมดไม่ได้ชี้ชวนให้นึกถึง ‘ความตาย’ มากไปกว่าที่ตั้งใจจะชี้ชวนให้นึกถึง ‘การอยู่’

หลายครั้งหลายหน คำถามประเภทนี้เกิดขึ้นมาเพื่อจะค้นหาชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และเพื่อหาคำตอบของการอยู่ยั้งยืนยง

ประมาณสองร้อยปีก่อนคริสตกาล จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งได้รับการสมมติเอาว่า เป็นปฐมกษัตริย์จีน เพียงเพราะคำถามถึงชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และการค้นหายาอายุวัฒนะไว้ต่อสู้กับความกลัวและความตาย พระองค์ต้องจ่ายทรัพยากรมากมายให้กับคำถามนี้

ว่ากันว่า มีคนหนุ่มสาวหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตระหว่างการสร้างสุสานอันเป็นที่อยู่ของโลกหน้า และมีเด็กบริสุทธิ์อีกหลายร้อยคนที่ต้องเซ่นสังเวยให้กับกระบวนการสร้างยาอายุวัฒนะ เพื่อแลกกับสภาวะปกติของลมหายใจเข้า-ออกของพระองค์ซึ่งรวมแล้วไม่กี่สิบปี

กระนั้นไม่มากไม่น้อย จิ๋นซียังคงดำรงอยู่กับชนชาวจีน และมีชีวิตอยู่ในโลกมาจนสองพันสองร้อยกว่าปีเข้านี่แล้ว

ยาวนานกว่าจักรพรรดิองค์ใดในโลกหล้า อยู่ในหินทุกก้อนของกำแพงยักษ์ อยู่ในหุ่นดินเผาทุกตัวในสุสาน และอยู่ในทุกเส้นสายของตัวอักษรจีน ฯลฯ

นี่ไม่ใช่เรื่องชวนฝัน แต่ชีวิตนิรันดร์นั้นมีจริง อายุยืนนานหมื่นๆ ปีก็มีจริง เพียงแต่เราจะนิยามมันว่าอย่างไร

โลกใบที่มีประชากรเกินกว่าหกพันล้านคนใบนี้ ประมาณการว่า มีคนเกินกว่าครึ่ง ที่เชื่อและศรัทธาในชีวิตหลังความตาย

และเพราะเหตุนั้นไม่ใช่หรือ เขาจึงดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างกล้าหาญ

ตูม! ขณะที่อานุภาพของระเบิดที่เขาจุดชนวนเอง ฉีกร่างกายเขาเป็นชิ้นๆ ในแววตาสุดท้ายของเขา เขาอาจจะได้เห็นตัวเองก้าวเท้าก้าวแรกสู่ดินแดนของพระเจ้า…

และเพราะเหตุนั้น เราจึงเห็นคนจำนวนมากทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง อุทิศชีวิตเพื่อฝันและสร้างสังคมที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

บ้างก็ใช้ชีวิตเพื่อสร้างเพื่อผลิต ราวกับว่า เขาจะสะสมและนำมันไปใช้ด้วยได้ในโลกหน้า

บ้างความหมายของโลกหน้า-โลกอนาคตของเขา ก็ฉายภาพให้เห็นอยู่ในความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกหลานหรือคนรุ่นหลัง

ป้ายหลุมศพของพวกเขาเหล่านี้ หรืออาจจะรวมถึงเรา อาจไม่ได้ต้องการคำสรรเสริญเยินยอ อาจจะไม่ได้ต้องการการบันทึกถึงความดี แต่ความหมายที่แท้แล้ว เราอาจต้องการมีชีวิตที่ยืนยาว แม้จะเพียงแค่ชีวิตทางวิญญาณก็ตามที

ก็อย่างที่ว่า เพราะความหมายของความดีนั้นเลื่อนไหล และอายุสั้น บางทีอาจจะสั้นกว่าวัยวารแห่งกายมนุษย์เสียอีก แต่ผลงานนั้นกลับมีอายุยาวนานกว่า

กระนั้นผลงานที่ดีย่อมดีกว่าผลงานที่เลว การสร้างสรรค์ที่ดีย่อมดีกว่าการสร้างสรรค์ที่เลว

‘ชีวิต’ ทางวิญญาณที่ยืนนานนั้น จะยืนนานอย่างไร จึงอยู่ที่เราเลือก

และไม่ว่าจะเลือกอย่างไร บางทีคุณค่าและความหมายของชีวิตที่มีที่ได้เลือกนี่เอง คือยาอายุวัฒนะ ทั้งกาย รูป และจิต





เศรษฐกิจพอเพียง มุสาร่วมสมัย

2 03 2007

way ฉบับ 3 เราเขียนงานชิ้นนี้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ในวันที่เศรษฐกิจพอเพียงเริ่มโปรโมท ยัดเยียด และ ‘ห้ามเถียง’ เพื่อนหลายคนชื่นชมงานชิ้นนี้ วันนี้นี่เองที่ยอด-วรดุลย์ ตุลารักษ์ บอกว่า ‘ดีจัด’ (คือมันเพิ่งได้อ่าน) น้องจากนิตยสาร CMYK ขอให้คัดเป็นลายมือบางท่อนเพื่อนำไปใช้ในเล่ม อือม… เขียนมาซะยืดยาว คืออยากให้เพื่อนๆ ได้อ่านเท่านั้นเอง

………………………..

บาปร่วมสมัย
(ปลายเดือนพฤศจิกายน)

เรากำลังร้องหา เห่อ โหม ประโคม ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ อย่างที่ไม่เคยมียุคใดสมัยใดเป็นเช่นนี้มาก่อน

สื่อทุกสำนัก ผู้รู้ ปราชญ์ และผู้ใหญ่ ต่างก็อนุโมทนาสาธุ แล้ววาดฝันหนทางที่บ้านเมืองจะเดินไปอย่างหนึ่ง ทว่าคนข้างๆ ต่างวัย ผมต่างสี กลับเข้าใจหนทางที่บ้านที่เมืองจะเดินไปอีกอย่างหนึ่ง

วัยหนุ่มรุ่นสาวในเมืองฟ้าอมรกับเครื่องลางของขลังแบรนด์ดังจากหัวจรดเท้า อาจจะไม่มีคำถามมากนัก เขาอาจจะตอบเพียงว่า “ดี ผู้คนจะได้หายจน”

วัยรุ่นเมืองใต้บาดาล อาจจะมีคำถามมากกว่าเล็กน้อย “แล้วฉันจะมีมอ’ไซค์ขี่ไหม”

คนขับรถแดงที่เชียงใหม่ แสดงสีหน้าสับสน ก่อนจะถามกลับว่า “แล้วจะให้ฉันกลับไปทำสวนหรือไร”

ส่วนพี่ชายผู้กำลังจะขยายร้านกาแฟด้วยการกู้หนี้ยืมสิน ตั้งใจกวนด้วยคำถามว่า “ฉันกำลังไม่รู้จักพอใช่ไหม”

การออม มัธยัสถ์ เป็นความงามชนิดหนึ่ง เพราะมันเผื่อแผ่ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้คนในโลกอนาคตได้ใช้ แต่การออมและมัธยัสถ์ต้องไม่ใช่กรงขังให้จมจ่อมงมงายอยู่ในความงามนั้นเพียงเพื่อให้ทรัพยากรที่เหลือเป็นอาหารอันโอชะให้กับคนที่มีมากกว่า

พจนานุกรมไทยบอกว่า ‘เพียง’ เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า เท่า, แค่, เสมอ, เหมือน, พอ

เราให้ความหมายของคำว่า เพียง จำกัดอยู่ที่ความว่า “แค่” แต่น้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะก้าวไปให้ถึงความหมายอีกอย่างที่แปลว่า ‘เท่า’

ลองคนเราถ้ามีไม่เท่ากัน แล้วผู้ที่มีมากกว่า พยายามบอกคนที่มีน้อยหรือไม่มีอะไรเลย ให้รู้จักพอ มันก็เท่ากับต้องการรักษาความไม่เท่ากันนั้นให้ดำรงอยู่ต่อไป

ท่ามกลางสิ่งยั่วยวนให้ความมี ความรวย ความมั่งคั่ง การสะสม หรือความฟุ่มเฟือย นั้นดีกว่า มีค่ากว่า ขณะที่โลกที่เราอยู่ใบนี้ก็ทำให้การบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีคุณค่า เป็นส่วนที่ใครๆ ก็ใช้วัดชีวิตที่มีศักดิ์ศรี การที่ผู้มีมากกว่า พยายามบอกคนที่มีน้อยหรือไม่มีอะไรเลย ให้รู้จักพอ อีกแง่หนึ่งก็คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แน่ละการบริโภคอย่างไม่บันยะบันยังนั้น ก็คือการใช้ชีวิตแบบปล้นชิงทรัพยากรมาจากลูกหลานอนาคต แต่ความพยายามหยุดยั้งการบริโภคเอาไว้เฉพาะกลุ่มคนด้อย คนจน หรือคนที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสอยู่แล้ว โดยหลงลืมไปว่า ขณะที่คนไร้ คนจน บริโภคอยู่นั้น คนมีก็บริโภคอยู่เช่นกัน และด้วยอัตราเร่งที่มากเป็นทวีคูณ นี่ก็คือการแบ่งชนแบ่งชั้นชนิดหนึ่ง

ยิ่งในสมัยของการฟื้นฟูคุณธรรม การกร่นด่าประนามคนจนที่บริโภค สร้างหนี้เกินตัว บริหารค่าใช้จ่ายครัวเรือนแบบหมุนเงินผลัดผ้าขาวม้า ไม่รู้จักประมาณตน ไม่รู้จักพอเพียง ราวกับเป็นความผิดบาป ที่แท้แล้วย่อมไม่มีผลอะไรอื่น นอกจากเพื่อจะบอกว่า คนกลุ่มหนึ่งไม่มีสิทธิบริโภค มีแต่ฉันเท่านั้นที่ได้รับสิทธินั้น

เราเริ่มสมัยของการพัฒนา ด้วยการสร้างให้คนตระหนักว่า “ความจนเกิดเพราะคนไม่ขยัน” แต่เรายังจนต่อเนื่องมาอีก 40 ปีต่อจากนั้น

แล้วเรากำลังเริ่มสมัยแห่งการฟื้นฟูคุณธรรม ด้วยการสร้างให้คนตระหนักอีกอย่างว่า “เหตุแห่งความจนนั้นไซร้ ไม่ใช่อื่นใด นั่นเพราะคนไม่รู้จักพอ” ซึ่งน่าสงสัยว่า เราจะจนต่อเนื่องไปอีกกี่ปี

เศรษฐกิจพอเพียง จึงต้องมีความหมายถึงความเท่าเทียม มิใช่กรงขังภายใต้ความรู้จักพอ

เป้าหมายของการรณรงค์เศรษฐกิจพอเพียงในโลกที่คนเราควรเท่ากันจึงควรอยู่ที่คนมี คนรวย ไม่ใช่แค่คนจน

และเศรษฐกิจพอเพียงในโลกที่คนเราควรเท่ากันจึงเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากซึ่งโครงสร้างของการแบ่งปัน

ถ้าเราหยุดยั้งการบริโภคไม่ได้ เราจำเป็นต้องรู้จักการบริโภค แน่ละ เราไม่ควรบริโภคจากบ่อน้ำของลูกหลานอนาคต แต่เราควรบริโภคทรัพยากรจากบ่อเพชรหลอยอันมั่งคั่งของคนมีที่เหลือเฟือพอจะแบ่งปัน

ไม่ยอมสร้างโครงสร้างแห่งการแบ่งปัน แต่ยังคงป่าวร้องประโคมโห่เศรษฐกิจพอเพียงต่อไป ก็เสมือนการมุสา อันเป็นความผิดบาปขั้นพื้นฐาน

เพื่อนอาวุโสไร้ฝักฝ่ายท่านหนึ่ง เอื้อนเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงพื้นๆ ในระหว่างการถกเถียงเรื่องของคนอื่นๆ ออกมาว่า “บาปที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือการที่มีคนรวยล้นฟ้า ท่ามกลางผู้คนที่จนยาก”

…..

ผู้อ่านที่รัก มาถึงตรงนี้ ท่านอาจมีทางเลือกไม่กี่ทาง คือเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจพอเพียงที่คนเราเท่าเทียมต่อไป หรือไม่ก็กร่นด่าข้อเขียนชิ้นนี้ว่า ซ้าย…ไร้เดียงสา…เถิด





ความดีในปราสาทราชวัง

2 03 2007

way ฉบับ 2 ที่มาของการเขียน คือ ความรู้สึกต่อความไม่เป็นธรรม และความเหม็นเบื่อต่อการยัดเยียดและความพยายามสถาปนาความดีของผู้ชนะโดยผู้ชนะเอง จะหมายถึงใครซะอีกล่ะ หากไม่ใช่ คมช. รัฐบาล และ สื่อ

………………………………

ความดีในปราสาทราชวัง
(ปลายเดือนตุลาคม)

ผมเกิดไม่ทัน ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ผมเข้าใจเอาเองว่า พระองค์คงไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำว่า ‘ความดี’ หรือ ‘คนดี’ ออกมาในคำสอน เพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘ดี’ น่าจะตื้นเขินเกินไปสำหรับศาสนาอันไพศาลนี้

ผ่านไป 2,500 กว่าปี ทุกวินาทียังคงตอกย้ำสัจธรรม หนึ่งในสัจจะนั้นคือ ความไม่เที่ยง ใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง

ไม่แน่ว่านิพพานที่นิยามกันในโลกก็ไม่เที่ยง แม้แต่คำสอนของพุทธองค์ก็ไม่เที่ยง นับประสาอะไรกับความหมายหรือนิยามของคำว่า ‘ความดี’ ยิ่งไม่เที่ยง

เพราะความไม่เที่ยงนี้เอง พุทธองค์จึงสอนเรายึดทางสายกลาง และสอนให้เรายึดหลักกาลามสูตร คือไม่เชื่อใครง่ายๆ แม้กระทั่งตนเอง

แม้ความหมายของคำว่า ‘ความดี’ จะไม่เที่ยง ไหลเลื่อนไปตามเวลาและโลก แต่ ‘ความดี’ และ ‘คนดี’ นั้นกลับมีความหมายและมีคุณค่าต่อโลก

เราบอกให้น้องให้เพื่อนเป็นคนดี ใครมีลูกก็อยากให้ลูกเป็นคนดี นั่นเพราะคำว่าคนดีหรือความดีเป็นคำที่คุมความแบบกว้างๆ รวมๆ อะไรจึงจะเรียกว่าความดี อย่างไหนจึงจะเรียกว่า คนดี เวลาใด กับใคร และทำไม ล้วนแล้วแต่กำหนดและนิยามมันตามสถานการณ์เฉพาะด้วยคนแต่ละคนเอง

เวลาเปลี่ยน สถานที่เปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ความหมายของความดีก็เปลี่ยน

พ่อที่ต้องหาเลี้ยงลูกย่อมเป็นคนดี และการกระทำนั้นย่อมเป็นความดี แต่หาเลี้ยงด้วยการขโมย สำหรับลูก พ่อก็ยังเป็นคนดี แต่สำหรับคนที่ถูกขโมยหรือคนทั่วไป ความหมายย่อมผิดแผกแตกต่างไป

เป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่คนรักของเราจะเลวในสายตาของใคร ทว่าเรากลับรักในความดีของเขาอย่างสุดจิตสุดใจ

เช่นนั้นแล้ว เราเอาอะไรมาบอกว่า คนนี้จึงดี คนนั้นจึงเลว

วันที่สื่อเชียร์ผู้นำคนก่อน คนนั้นก็ดี วันที่สื่อเชียร์ผู้นำคนนี้ คนนี้ก็ดี วันที่ผู้ยิ่งใหญ่บอกให้คนนี้ดี คนนี้ก็ดี วันไหนไม่ถูกใจ ไร้ซึ่งประโยชน์ คนนั้นก็เลว ยากและซับซ้อนไปกว่านั้นก็คือ วันที่สังคมทั้งสังคมบอกให้คนนี้เลว แล้วมีหรือจะไม่เลว

ที่แท้แล้ว ‘ความดี’ ไม่มีอะไรอื่น นอกจากเครื่องมือประหัตประหารกัน

ความดีจึงไม่มีอะไรอื่น นอกจากเครื่องมือที่จะบอกว่า ฉันดี และ เธอเลว หรืออย่างน้อยฉันก็ดีกว่าเธอ ฉันจึงควรได้รับการเลือกให้ดูแลเธอ ดูแลบ้าน ดูแลหมู่บ้าน ดูแลสังคม ดูแลการเมือง ดูแลโลก

เรากระหายความดี ราวกับว่า โลกกำลังเรียกหาเราด้วย

ผู้กระทำเลวในนามของความดี ย่อมได้รับการแห่แหนจากเรา เพราะเรากลัวจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความดีของขบวนแห่ของผู้ประกอบการณ์นั้น

ผู้กระทำดีในภาพของความเลว ย่อมได้รับการกร่นด่า และมีเราร่วมโห่ฮาด้วย เพราะเรากลัวว่า จะมีใครมองเราอยู่ร่วมในความเลวนั้น

ในแง่นี้ ความกล้าหาญย่อมเป็นคุณธรรมชนิดหนึ่ง เป็นความดีชนิดหนึ่ง

การกล้าปฏิเสธ และกล่าวคำว่า ‘ไม่’ กลางซากปรักหักพังแห่งความกล้าหาญที่ตกอยู่เกลื่อนกล่นจึงเป็นการก่อร่างสร้างโลกใหม่

ผมไม่รู้ว่า มนุษย์คนไหนเป็นคนแรกที่รู้จัก ‘ขบถ’

แต่เมื่อความดีอยู่ในปราสาทราชวัง เจ้าชายสิทธัตถะจึงตั้งคำถาม และ ‘ขบถ’ ขี่ม้าออกจากวัง มุ่งมั่น แสวงหา และประกาศสัจจะ

โลกใหม่จึงค้นพบมหาศาสดาผู้ยิ่งใหญ่





‘way’ มรรค ทาง และการเริ่มต้น

2 03 2007

ขออนุญาตเก็บงานจากนิตยสาร way ของ บก.อธิคม ไว้ในบล็อกสักเล็กน้อย เพราะคิดว่าน่าจะไม่มีโอกาสหาในเว็บ มีโอกาสได้รับการคัดเลือกเป็นคอลัมนิสต์ของ way ก็ดีไม่หยอกหรอก ทว่าเสี่ยงตาย หรืออาจจะตายไปแล้วและเราไม่รู้ตัวก็ได้ อันเนื่องมาจากคอลัมนิสต์แต่ละคนเก๋าๆ ทั้งนั้น ที่จริงขอถอนคอลัมน์ไปตั้งแต่จบเล่ม 4 แล้ว แต่ บก.อธิคม ดึงๆ เอาไว้ ไม่รู้ทำไม ทั้งๆ ที่หากเราเป็นบอกอ เรายกไปแล้ว

แรกเริ่มเดิมที ที่อธิคมบอกเปิดหัวนิตยสารใหม่แน่ ก็ตกปากรับคำว่าจะเขียนคอลัมน์ให้ ในอารมณ์โรแมนติก ประมาณ ความใฝ่ฝัน อุดมคติ ต่อเรื่องราวในโลก แต่นั่นมันก่อนการรัฐประหาร และก่อนที่สถานการณ์บ้านเมืองตลอดปี 49 จะดูดกลืนความฝันความงามของชีวิตไปจนหมดสิ้น (แต่ชั่วคราว) พอเริ่มต้นเขียนจริงๆ จึงไม่ได้มีอะไรที่พาฝันเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามส่วนดีที่สุดในความคิดของเราก็คือ ชื่อคอลัมน์ ที่วันดีคืนดีมันก็โผล่เข้ามาในหัว ในวันคืนที่ทบทวนตัวเองว่า เราเป็นใคร มาถึงตรงนี้ด้วยอะไร อะไรก่อรูปก่อร่างสะสมให้เราเป็นเรา และชื่อคอลัมน์นี้นี่เอง ที่เป็นที่มาของชื่อบล็อกนี้ ‘โรมานซ์ไม่ได้สร้างในวันเดียว’

……………………………………

‘เดือนตุลา’ การปะทุของความใฝ่ฝัน
(กลางเดือนกันยา ก่อนการรัฐประหาร 1 วัน หลังวันที่พ่อ ผู้ซึ่งบังคับให้ข้าพเจ้าอ่านหนังสือพิมพ์จากโลกนี้ไป)

ตอนที่ ‘คนเดือนตุลา’ ออกมารบรา มาฟาดฟันทางการเมือง มาตัดพี่ตัดน้อง ตัดมิตร ตัดสหาย เลือกข้างไล่ หรือเลือกข้างปกป้องคุณทักษิณ ชินวัตร อยากรู้ไหมว่า คนรุ่นใหม่ รุ่นหนุ่มรุ่นสาวทุกวันนี้รู้สึกอย่างไร

‘ไม่รู้สึกอะไรเลย’ คือคำตอบ

เพราะสำหรับคนหนุ่มสาวนั้น เหตุการณ์แบบนี้อาจจะคล้ายกับนักเรียนร่วมสถาบันตีกัน หรืออย่างมากก็เป็นเรื่องของกลุ่มก๊วนทางการเมือง หรือบางทีอาจจะสงสัยว่า คนเดือนตุลาคือใคร สำคัญอย่างไร และทำไมสื่อต้องให้ความสำคัญขนาดนั้น

ที่จริงแล้ว คำเรียก ‘คนเดือนตุลา’ นั้น เกี่ยวข้องกับคนหนุ่มคนสาวมากเสียยิ่งกว่าชายหรือหญิงวัยกลางคนที่โลดแล่นอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือจอทีวีทุกวันนี้เสียอีก

เพลงของวงการะเกด เพลงเพื่อชีวิตแนวๆ ของวัยรุ่น (สมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว) ร้องเอาไว้เป็นท่อนสร้อยว่า

“เจ้าหนุ่มเจ้าสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง
เจ้าหนุ่มเจ้าสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง
ตายเพื่อสร้าง เอ๋ย ตายเพื่อสร้างเสรี”

เนื้อเพลงแบบนี้อาจจะเชยไปสำหรับหนุ่มสาวสมัยนี้ แต่กินใจสำหรับคนรุ่นหนึ่ง ซึ่งความกินใจนั้นมันไม่ได้มีมาเพราะซาบซึ้งในอรรถรสของบทเพลง หากแต่เป็นเพราะบทเพลงมันได้ถ่ายทอดอรรถรสของชีวิตที่วางเป้าหมายไว้เพื่อคนอื่นๆ ที่เหลือในสังคม มากกว่าที่จะมีเป้าหมายของชีวิตเพื่อตนเองหรือคนรอบข้างเท่านั้นต่างหาก

มีหลายวิธีที่จะทำให้ตนเองและคนรักเป็นสุข หนึ่งก็คือการกอบโกย สะสม และใช้ชีวิตให้เป็น แล้วจึงเหลือเผื่อแผ่เพื่อคนอื่น ส่วนอีกหนึ่งวิธีคือ ใช้ชีวิตเพื่อสร้างสังคมให้เป็นสุข แล้วสังคมที่เป็นสุขนั้นจะทำให้เราและคนรักเป็นสุขเอง

บางที ‘ทุนนิยม’ กับ ‘สังคมนิยม’ ก็ต่างกันที่ตรงนี้ ต่างกันตรงที่วิถี ไม่มีอะไรเลวหรือดีมากน้อยไปกว่ากัน

ทว่ามีแต่คนที่ลองได้อุทิศตนเพื่อคนอื่นๆ เป็นวิถี เป็นมรรคาของชีวิต จึงจะซาบซึ้งว่า ชีวิตมีอรรถรสเพียงใด เพราะการมีชีวิตเพื่ออุทิศให้คนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

โลกใบนี้ ไม่ค่อยมีวิธีที่สองให้ใครได้ใช้ชีวิต หรือแม้แต่ลองกับมัน หรือไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก เพราะแม้แต่การซื้อบุญ หรือเอาส่วนที่เหลือจากการกอบโกยเพื่อเผื่อแผ่คนอื่นก็ไม่ง่ายนัก

หลังวันสึนามิถล่มไทย เราต้องเผชิญกับวิกฤติ ไม่ใช่เพราะเราหา ‘อาสาสมัคร’ ไม่พบ ตรงกันข้าม เรามีอาสาสมัครเต็มไปหมด แต่เรากลับไม่มีงานเพียงพอให้อาสาสมัครเหล่านั้น

โลกใบนี้ไม่ได้ต้องการคนที่อุทิศชีวิตเพื่อคนอื่นๆ และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนทำความดี …สังคมนี้ก็เช่นกัน

อย่างไรเสีย มีแต่คนที่ลองได้อุทิศตนเพื่อคนอื่นๆ เป็นวิถี เป็นมรรคาของชีวิต จึงจะซาบซึ้งว่า ชีวิตมีอรรถรสเพียงใด

สังคมเราโชคดีที่ยุคสมัยหนึ่ง เป็นสมัยแห่งการคิดจะทำ ‘ความดี’

หนุ่มสาวต่างแสวงหาความหมายของชีวิต

มีคำถามเป็นดั่งจอบเสียมถากถางทางเพื่อหาสัจจะ

มีศรัทธาเป็นดั่งภักษาหารสร้างพลังให้ก้าวย่าง

และมีชีวิตเป็นดั่งธุลี เพื่อถมทางให้คนอื่นได้ก้าวเดินไปสู่ ‘สัจจะ’ และสังคมใหม่

ไม่รู้เพราะแบบนี้หรือไม่ เราจึงเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘คนเดือนตุลา’

เราอาจจะโชคร้าย ที่โลกมันหมุนเร็วกว่าที่เราจะก้าวเดินให้ถึงสัจจะ อย่างไรเสียเราอาจจะเหลือโชคพอปลอบใจยุคสมัยอยู่บ้าง หากหัวใจที่เคยมุ่งหมายถึง ‘สังคมที่ดีกว่า’ ยังคงเป็นหัวใจดวงเดิมครั้งอยู่ในวัยวันอันหนุ่มสาว

คำถามมีว่า วันนี้ หัวใจเหล่านั้น ยังคงเป็นดวงเดิมหรือไม่

คนเดือนตุลาวันนี้ จึงอาจจะไม่ใช่คนเดือนตุลาวันนั้น และคนเดือนตุลาวันนั้น อาจจะหลุดหายไปพร้อมกับโลกที่หมุนเหวี่ยงเร็วขึ้นแล้วก็ได้

ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็ว ความเร่ง และเวลา…คนที่หลุดหายไปเพราะแรงเหวี่ยงของโลก ตามไม่ทันสมัย เชย หรือเฝ้าใฝ่ฝันถึงสังคมที่ดีกว่า กระทั่งอุทิศชีวิตตนเพื่อคนอื่นๆ ที่เหลือ หัวใจของเขาจึงยังหนุ่มยังสาวอยู่เสมอ