วันที่ 6 คือสุดท้ายในคาซเซิล

11 08 2007

ไทยฟอรั่มผ่านไปเรียบร้อยแม้จะไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากลากประวัติศาสตร์มากไปหน่อย แต่ก็เชื่อว่าน่าจะชนะใจผู้จัดงานได้ ไปๆ มา นิทานที่ยักษ์เขียวที่เอามาเปิดโชว์ผ่านๆ กลายเป็นพระเอกช่วยชีวิต ที่ทำให้ติดตรึงติดตากลายเป็นตัวแบบของการต่อสู้เรื่องเซ็นเซอร์ ส่วนหนึ่งเพราะการพรีเซนต์ที่อธิบายสัญลักษณ์เรื่องสีในการเมืองไทย และเรื่องตาเดียวของไอซีทีมาได้ดี และจบท้ายด้วยนิทานการต่อสู้ของยักษ์เขียวตาเดียว ของจามร ศรเพชรนรินทร์ มันแทนคำอธิบายได้ร้อยพันคำ ต้องขอขอบคุณจามรผ่านทางนี้ และขออภัยที่ประชาไทไม่ได้ขออนุญาตก่อน แต่หากคุณรู้ ก็จงทราบไว้เถิดว่า เรื่องของคุณได้สร้างแรงบันดาลใจการคิดค้นการต่อสู้กับการเซ็นเซอร์ให้กับเพื่อนๆ ในภูมิภาคเอเชียนี้ได้ไม่น้อย และเจ้าภาพก็ได้ถามชื่อของคุณและการติดต่อของคุณจากผมไปเรียบร้อยแล้ว ต้องขอบคุณจริงๆ เสียดายที่เราไม่ได้นำเรื่องนี้มาพรีเซนต์อีกครั้งในไทยฟอรั่มว่าด้วยเรื่อง คิง กองทัพ และยูทูปในวันนี้ คนฟังอาจจะเก็ทมากกว่าไปไล่ประวัติศาสตร์แบบวันนี้

วันนี้เสร็จงานตอนบ่ายขึ้นไปวิลเฮมซอร์อีกครั้ง เพราะเมื่อวานไป ขาดไปอย่างเดียวคือไฮไลท์ของเมืองคาซเซิล คือส่วนที่เรียกว่า เฮอคิวลิส น่าอายจริงๆ เลยต้องขึ้นไป และดันตามคณะใหญ่ซึ่งที่มีชุดนักเรียนไทยในพื้นที่นำโดย อ.รัตน์ ผู้ดูแลนักเรียนไทยขึ้นไปทีหลัง แบบมั่นใจว่าไปมาแล้วรู้จักร์ชัวร์ ผลปรากฏว่า งม สิครับ เพราะยอดเขาที่ไปมันต้องไปอีกทาง เอาเป็นว่า ก็ไปถึงได้และไม่ผิดหวัง อลังการ์งานสร้างมากกับการเนรมิตทางเดินน้ำให้ลดหลั่นเป็นชั้นๆ ไล่มายาวเหยียดหลายกิโล จนมาถึงตัววัง ดูรูปเอาก็อาจจะพอเห็นภาพ เสียดายแต่ว่าแสงตอนบ่ายมันแยงมุมมองไปหน่อย แน่นอนงานนี้ doccumenta ยังคงมาหลอกหลอนด้วยการแทรกงานไปในบริเวณปราสาท อย่างจงใจและแปลกปลอม ก็มันดี กล้าดี เสร็จยังต้องเดินลงมาขึ้นรถรางไปดินเนอร์กับเคโกะและศาสตร์เรื่องสื่อทางเลือกที่เสนอจะจัดเวริ์คช็อบทีวีสาธารณะ วิทยุชุมชน และอินเตอร์เนต และแน่นอนเราขอเขาให้ทำรีเสริช์ก่อนจะมาเวิรค์ชอบเราเพราะว่า พื้นๆ เราไม่ พิเศษเราเอา โน่นแหนะเลิกคุยยังไปนั่งเล่นบ้าน อ.รัตน์จนเที่ยงคืน โอย คืนสุดท้ายในคาซเวิล ยังคงไม่ชิล แต่ก็เพลินจนใจหายว่า อะไรกันนี่ คืนสุดท้ายแล้วหรือนี่ เมืองที่เคยรุ่งเรืองมากก่อนสงครามโลกแห่งนี้





วันที่ 5 คาซเซิล

10 08 2007

วันนี้ไปวังที่ชื่อว่าว่าวิลเฮมซอร์มา นั่งรถรางสาย 3 ไปต่อรถเมล์สาย 23 ขึ้นไปยอดเขา ไปดูนาข้าวขั้นบันไดของศักรินทร์ศิลปินไทยที่เสนองานอินสตอลเลชั่น เสียดายที่ข้าวถูกรื้อไปแล้วและลงกล้าใหม่ แต่นึกภาพเอาก็เท่มาก เพราะมันปลูกอยู่ตรงหน้าวังที่มองลงมาคือถนนสายตรงยาวเหยียดสู่ตัวเมือง และได้รับการต้อนรับโดยกษัตริย์ วิลแฮมเชียร์เพิ่งมารู้ว่า เมื่อวาน 9 สิงหาคม เป็นวันครบรอบ 100 ปี ที่ ร.5 มาเยือนคาซเซิล ซึ่งได้รับการต้อนรับโดยกษัตริย์ วิลแฮมเชียร์ แปลกใจเพราะไม่นึกว่าคาซเซิลเมืองเล็กๆ ที่แม้แต่คนเยอรมันยังไม่รู้จัก จะเกี่ยวข้องกับประเทศไทย เลยกลายเป็นว่า ในวันครบรอบ 100 ปี คือเมื่อวาน เป็นวันที่เราพูดเรื่องกษัตริย์ไทยที่เมืองคาซเซิลในฐานะที่เป็นต้นเหตุของการเซ็นเซอร์ในสังคมไทย เอ หรือเจ้าภาพเขาตั้งใจก็ไม่ทราบได้ ไอ้เราก็เพิ่งรู้ ไม่งั้นเมื่อวานนี้จะรายงานข่าวนี้ในประชาไทเสียหน่อย ว่าครบรอบ 100 ปี เสด็จประพาสแคซเซิลพ่วงไปกับการพูดเรื่องกษัตริย์ เสียดายจริงๆ





วันที่ 4 ที่คาสเซิล

9 08 2007

ประชุมทั้งวัน เรื่องเซ็นเซอร์ ตลอดเช้าบ่าย เย็น กลางวันยังมีบรรยายสาธารณะที่ต้องรายงานข่าว อ.สมเกียรติ ในหัวข้อเดียวกัน ไม่ได้เดินชมงานศิลปะอีกตามเคย คนอินโดฯ โวยว่า “นี่ฉันมางานศิลปะ ที่มีแต่ห้องสี่เหลี่ยม” สงสารเคโกะ หนังหน้าไฟ เธอก็ผอมเอาๆ





วันที่ 4 ภาคเช้า จินตนาการเสรีภาพ

9 08 2007

วันที่ 4 มีประชุมเรื่องสถานการณ์เซนเซอร์ทั้งวัน พูดกันตามตรง ขีดเส้นแบ่งการเซ็นเซอร์บ้านเรานั้นดีกว่าบ้านเมืองอื่นๆ ในภูมิภาคแถบนี้เกือบทั้งหมด แต่เรื่องแบบนี้ มันไม่ใช่เรื่องเอามาโชว์กัน ร้ายที่สุดก็เห็นจะเป็นการจินตนาการไปไม่ถึงว่า ภาวะที่มีเสรีภาพเป็นอย่างไร เนื่องมาจาก ถูกเซ็นเซอร์เสียจนสูญเสียศักยภาพในการรับรู้รสสัมผัสแห่งเสรี อย่างกรณีบ้านเรา เราพอจะลงนิทานยักษ์เขียวตาเดียวลูกยักษ์เหลืองได้ และเราก็บอกว่านั่นคือหนทางที่เราใช้ต่อสู้การเซ็นเซอร์ แต่กับบ้านเมืองอื่น เรื่องแบบนี้ทำไม่ได้เลย เอาแค่ของอินโดเพลงลูกทุ่งฯ เต้นท่ายั่วยวนก็โดนเซ็นเซอร์แล้ว ทั้งๆ ที่นี่เป็นของเขตทางศิลปวัฒนธรรม ไม่ต้องพูดเรื่องการเมือง เรื่องความมั่นคง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ว่าเราจะมาบอกว่า บ้านเมืองเราดีกว่าบ้านเมืองอื่น และสำนึกบุญคุณรัฐไทย คณะรัฐประหารที่ให้เสรีภาพกว่าที่อื่นๆ มันเป็นเรื่องที่ต้องออกแรงสู้ให้หนักขึ้น เพื่อพิทักษ์รักษาเส้นขีดนั้นมิให้มันต่ำเตี้ยลง ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งเราอาจจะต้องรู้สึกเหมือนเพื่อนที่น่ารักจากจีนของเราที่บอกกับเราว่า “บ้านเมืองเขามีเสรีภาพ”





วันที่สามที่ KASSEL เริ่มชมงาน

8 08 2007

วันนี้ถึงจะมีโอกาสได้ชมงานในมิวเซียม FRIDERICIANVM ถนนฝั่งตรงข้าม documenta halle อาคาร 3 ชั้น ราวๆ 20 ห้องได้ แต่ละห้องก็แสดงงานประเภทต่างๆ ตั้งแต่เพอร์ฟอร์แมนซ์ ไปยันงานรูปทรง และภาพเขียนดังๆ ของโลก ที่ส่วนใหญ่สะท้อนปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ทางสังคม ส่วนใหญ่แล้วในอาคารมิวเซียมนี้ อาจารย์วิจิตรศิลป์อย่าง อ.สมเกียรติ บอกว่า งานศิลปะของโลกมันไม่สามารถหลุดออกไปจากเดิมๆ เท่าไร แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากมิวเซียมนี้ก็คือ เออน่ะงานศิลปะมันใกล้เรามากขึ้นทุกที เอะ หรือเราเข้าใกล้งานศิลปะมากขึ้นทุกที่ก็ไม่รู้ได้ เอาเป็นว่า ไม่ถึงขึ้นต้องไต่บันไดดู แต่สัมผัสได้ถึงความ “งาม” ส่วนจะ “จริง” หรือเปล่า อันนี้ไม่รู้ แต่แค่นี้ก็เปิดหูเปิดตามากแล้วสำหรับเรา

เนื่องจากเวลานี้ยังคงใช้บล็อกไม่ค่อยคล่อง ใครประสงค์ดูรูปได้ที่นี่เลยจ้ะ http://www.flickr.com/photos/11133372@N04/





ข้าพเจ้า ณ เยอรมัน

7 08 2007

ครั้งแรกในยุโรป กับงาน documenta 12 ที่ Kassel เยอรมัน งานโอลิมปิกศิลปะที่ 5 ปีมีครั้ง และคงต้องขอบคุณประชาไท ที่อนุญาตให้กระผมมาเปิดหูเปิดตา อากาศร้อนมากในวันแรก และเย็นมากในวันที่สอง เมืองสะอาดเรียบร้อย ดูดบุหรี่กันเสรี เพื่อยืนยันกับโลกว่า ประเทศที่พัฒนาได้นั้น ไม่เกี่ยวกับการดูดบุหรี่ ไม่เห็นตำรวจสักคน แต่เคโกะ ผู้ประสานงานของเรา จักรยานหายหลังจากขี่และจูงมาได้ในวันเดียว ยังไม่มีเวลาเขียนบันทึกอย่างละเอียด และคงไม่มีโอกาสเขียน แต่มีโอกาสขอวิชาพื้นฐานด้านศิลปะกับ อ.สมเกียรติ ตั้งนโม แห่ง ม.เที่ยงคืน เรื่องศิลปะ และคำถามที่เราไม่หายสงสัยสักทีว่า ทำไมงานศิลป์ระดับโลกเช่นนี้และครั้งนี้ ประชาไท จึงได้มา เพราะเรามั่นใจว่า การออกแบบของเรา ไม่น่าจะเรียกได้ว่า “มีศิลป์” แต่ประการใด หรือ “โลก” กำลังจะคิดเหมือนเรา? ถ้าเช่นนั้นนักเรียนศิลป์ของเรา เขาจะเป็นอย่างไร? ใครสนใจกรุณารออ่านการไขข้อข้องใจนี้จาก อ.สมเกีรยติ หัวหน้าคณะผู้น่ารักของเรา และบางทีอาจจะพอปั้นเรื่องไปฝากประชาไทได้บ้าง

วันนี้ดูรูปไปพลางก่อน

http://www.flickr.com/photos/11133372@N04/





Babel

1 03 2007

ในชีวิตจำไม่ได้ว่า เคยดูหนังมากี่เรื่องกัน ไม่มากไม่น้อย 1000 เรื่องน่าจะได้ เห็นใครต่อใครเขาจัดอันดับหนังในดวงใจ 10 เรื่องบ้าง 5 เรื่องบ้าง ไอ้เราจัดเท่าไร นับเท่าไรก็ไม่ครบสักที แต่ “อเลฮานโดร กอนซาเลส อินาร์ริตู” เป็นใคร ดันทำหนังปีนอันดับมาอยู่ในท็อป 10 ในใจเราไปได้ แน่นอน babel คือหนังเรื่องนั้น

อะไรจะเข้าใจความลุ่มลึกของโลกใบใหญ่ และชีวิตตัวเล็กได้ขนาดนั้น เอามายำและโยงอย่างง่ายๆ แต่สมเหตุสมผลด้วย ปืน ที่เป็นสัญลักษณ์ของอะไรต่อมิอะไร เหมือนที่อมิเลีย คนเลี้ยงเด็ก ตัวละครในเรื่องบอกนั่นแหละว่า “เราไม่ได้ทำผิด แต่เราอาจจะทำอะไรโง่ๆ ไปบ้าง” หรือคำพูดก่อนหน้านั้น “เราหนี เพราะเขาคิดว่าเราทำผิด”

มีฉากบางหลายฉากและหลายบทที่ไม่ควรละเลย อย่าฉากกินโค้กใส่น้ำแข็ง การพาเด็กข้ามพรมแดนอเมริกันไปเม็กซิโก ไลฟสไตล์แบบมะกันอันเป็นปัญหามหาศาล แค่ปูเสฉวนกัด ก็ตื่นเต้นเป็นวักเป็นเวร เป็นชีวิตและระบบที่ทำให้เกิดความกลัว และตัดสินให้ใครต่อใคร “โง่” ความฟุ่มเฟือยชีวิตแบบญี่ปุ่นที่โคตรเหงาและก่อปัญหา

นี่เป็นเรื่องที่คุณจะเห็นมนุษย์งดงาม เป็นเหยื่อ ทุกชาติทุกภาษา และความย่อยยับที่สุดไปอยู่กับคนด้อยโอกาส และโดยเฉพาะ “เด็ก” แน่นอนนี่เป็นหนังการเมืองที่งดงาม และไม่ทื่อ ขณะเดียวกันก็ไม่ซับซ้อน หรือใครคิดอย่างไร…





สัมภาษณ์ สื่อทางเลือก

1 03 2007

วันที่ 20 มกราคม 2550 ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน มีนักข่าวที่ไหนจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเกี่ยวกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์โทรมาสัมภาษณ์เรื่องสื่อทางเลือก หายไปเกือบเดือน เขาส่งงานทีสัมภาษณ์มาให้ ก็เลยเอามาลงไว้หน่อย เพราะรู้ว่า อย่างไรเสีย สื่อทางเลือก ยังต้องเป็นประเด็นที่พูดกันในสังคมไทยอีกนาน

สัมภาษณ์ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ดอทคอม
โดย สมอุษา บัวพันธ์

ถาม เว็บไซต์ประชาไท เกิดขึ้นจากอะไร แตกต่างจากสื่ออื่นตรงไหน
ที่เกิดประชาไทได้เพราะประชาไทเป็นเวทีเปิดสำหรับทุกคนที่สนใจปัญหาบ้านเมือง ที่จริงแล้วเราตั้งใจจะให้ผู้อ่านเป็นนักข่าวเอง มันก็มีกระบวนการต่างๆ ที่รองรับ ข่าวมันถึงค่อนข้างเปิด แล้วก็ไม่ได้กีดกันว่า ประเด็นนี้ไม่เอา หรือประเด็นนี้เอา แล้วก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นในหน้าเว็บเรา

เพราะนั้นผู้อ่านบางคนจึงมักจะด่าเราเสมอ หรือว่าเราเสมอว่า เราเลือกข่าวนี้มาลง หรือว่าเราจงใจไปเข้าข้างโน้นข้างนี้ จริงๆ ส่วนหนึ่งแล้วมันเป็นเรื่องที่ผู้อ่านพาไปด้วย

คือทิศทางของเว็บ หลักๆ ส่วนหนึ่งแล้วก็มาจากผู้อ่าน เพราะว่าเว็บไซต์ประชาไทเกิดขึ้นเพื่อเสรีภาพโดยตรง โดยปรัชญาของมันเอง อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้ง มีนโยบายชัดเจนว่า จะไม่มีการเซ็นเซอร์ข่าวใดๆ ที่ส่งมา เพียงแต่ว่ามันมีการพิสูจน์ความถูกต้องหรืออะไรอย่างนี้ แล้วก็มีความรับผิดชอบเข้ามากำกับว่า ข้อมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง

พวกนี้ถือว่าเป็นความแตกต่าง กับสื่ออื่นๆ ได้มั๊ย ถ้าในเหตุการณ์ปกติก็อาจจะไม่แตกต่างมากนัก แต่ว่าในสถานการณ์ที่มีการรัฐประหารอย่างนี้ มันจะเห็นได้ชัดว่า เว็บไซต์ประชาไทเป็นเว็บที่เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และสองด้าน หรือรอบด้านกว่าสื่ออื่นๆ มันเป็นเรื่องที่เราพยายามจะยืนหยัด เนื่องจากว่าต้นทุนที่เรามีมันน้อย

ส่วนที่เราต้องไปเสี่ยงมันน้อย ถ้าเป็นต้นทุนของหนังสือพิมพ์ หรือทีวี มันมีต้นทุนสูงมากหากเอาไปเสี่ยงเพื่อเสนอความจริง เพราะฉะนั้นจึงทำให้อาจจะต้องบิดเบือนข่าวบ้าง หรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่เสนอข่าวบ้าง รวมทั้งทัศนะบางอันที่โน้มเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง มากน้อย มันต้องมี อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาว่ากัน ว่าสื่อไหนเป็นมากน้อย แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่สื่อไหนมีต้นทุนที่ต้องเสี่ยงมากกว่ากัน

เพราะฉะนั้นกับประชาไท เนื่องจากว่าตั้งใจให้เป็นองค์กรเล็ก แล้วก็ตั้งใจให้มันมีเสรีภาพ เพราะฉะนั้น ต้นทุนมันจึงต่ำ เพราะฉะนั้นก็เสี่ยงได้ เป็นเรื่องที่เราสร้างโครงสร้างของเว็บไซต์ประชาไทให้มันมีต้นทุนที่ต่ำเพื่อทำให้เรามีเสรีภาพมากขึ้น

ถาม การทำงาน เจอแรงกดดันเยอะไหม
ในช่วงที่มีกระแส ช่วงปีที่แล้ว กระแสเรื่องไล่อดีตนายกฯ เป็นช่วงที่ประชาไทเสนอข่าวที่ตั้งคำถามกับกระแสค่อนข้างมากอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นเมื่อเราตั้งคำถามกับกระแส เราเป็นสื่อที่ตั้งคำถามกับกระแส ไม่ไหลตามทั้งหมด หรือพยายามจะหาเหตุผลว่าอะไรคือจริง อะไรคือไม่จริง อะไรคือสิ่งที่ควรจะเป็น มันก็เลยทำให้เรา ซึ่งทางหนึ่งคือเราประกาศจุดยืนแตกต่าง คือมีเอกลักษณ์แตกต่างได้ว่า เราเลือกที่จะเป็นตัวของเอง ไม่ไหลตามกระแส แล้วก็ทำให้ประชาไทโดดเด่นขึ้นมาในช่วงปีที่ผ่านมา
แต่อีกทางหนึ่ง เราเองก็ถูกกดดันอย่างหนัก ว่าทำไมเราจึงดูเหมือนไปเข้าข้างอดีตนายกฯ หรือดูเหมือนไปเข้าข้างอะไรอย่างนี้ ในขณะที่คนอื่นเห็นด้วยกับการรัฐประหาร หรือเห็นว่ามันเป็นข้อจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมประชาไทจึงแตกต่างอะไรอย่างนี้ มันก็จะมีแรงกดดันสูงมาก

แรงกดดันมันผ่านมาทั้งในหลายๆ รูปแบบ ทั้งกดดัน ทั้งข่มขู่ ทั้งใส่ร้าย ทั้งป้ายสี แต่ในทางหนึ่งก็มีแรงสนับสนุนเข้ามา เพียงแต่ว่ากลุ่มเดิมที่เคยสนับสนุนกลายเป็นกลุ่มที่ต่อว่า กลุ่มที่ต่อว่ากลายเป็นกลุ่มสนับสนุน มันก็จะกลับด้านกัน แรงกดดันพวกนี้มีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ การปรารถนาดี แล้วก็มีในรูปของการคุกคาม ตั้งแต่มาจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โทรศัพท์มาขอดีๆ ขอความร่วมมือ ไปจนถึงขู่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย มีทั้งโทรศัพท์คุกคามว่าจะทำร้าย โทรมาขอร่วมเพศกับพนักงานประชาไท เป็นต้น แรงกดดันพวกนี้เราเองก็ได้เคลียร์กับพนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้สื่อข่าวของเรา ทุกคนก็ค่อนข้างเข้าใจ แต่ก็เชื่อมั่นว่า มันจะพิสูจน์ มันจะผ่านการพิสูจน์ไปได้ มันก็เครียดจนตอนนี้มันก็เฉยๆ แล้ว เนื่องจากว่าเราเองก็ทราบว่าเป็นการขู่ เป็นแรงกดดัน

เราเองก็เชื่อมั่นอยู่ด้วยว่า เวลาจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราทำ เราพยายามจะเป็นสื่อที่หยิบค้นในส่วนที่ไม่เคยเป็นข่าว ให้เป็นข่าว ไม่ได้แปลว่าเราไม่เห็นด้วยแบบนั้น หรือเห็นด้วยแบบนั้น แต่เราจำเป็นที่ต้องเอาข่าวที่มันไม่เป็นข่าวแต่มันเป็นเรื่องสำคัญมานำเสนอ เพราะฉะนั้นยิ่งกดเราก็ยิ่งต้องทำ ยิ่งกระแสพาไปแห่กันเกลียดรัฐบาลที่แล้ว หรือชื่นชม คมช.มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องทำ เอาจุดวิพากษ์วิจารณ์ออกมาให้เห็น
ถ้าสื่อไม่ทำแล้วใครจะทำ

เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ด้านหนึ่ง เราโดนกดดัน ด้านหนึ่งเราก็ภาคภูมิใจ

ถาม มองเรื่องการปฏิรูปสื่ออย่างไร
การปฏิรูปสื่อ ในฐานะเรื่องของเครื่องมือ ผมคิดว่ามันต้องมีหลักประกันบางประการ ว่ากลไก โครงสร้างหรือเครื่องมือต่างๆ นั้น จะไม่ถูกครอบงำ โดยรัฐ โดยธุรกิจ หรือโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แม้กระทั่ง ภาคประชาชนที่เค้าเข้าไปกำกับดูแล เครื่องมือสื่อตัวนี้ ตัวใหม่ หรือว่าเครื่องมือที่สร้างขึ้นใหม่ๆ ในกลไกของการปฏิรูปสื่อ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ภาคประชาชนที่ว่านั้น จะไม่ใช่กลุ่มเฉพาะ กลุ่มใด กลุ่มหนึ่งที่ผูกขาดการนำเสนอ

อย่าลืมว่า ภาคประชาชนมีทั้งแนวที่พอเพียง มีทั้งแนวเสรี มีแนวอะไรเต็มไปหมดเลย มันจะมีองค์กรไหนไหม หรือจะจัดรูปกลไกแบบไหนมั๊ย ที่จะเปิดพื้นที่ให้กับแนวคิดอันหลากหลาย ทิศทางอันหลากหลาย แล้วเกิดเป็นภูมิปัญญาของตัวเองขึ้นมาในสังคม อันนั้นคือในส่วนของกลไกสื่อหรือเครื่องมือ

ทีนี้ปฏิรูปสื่อในแง่ของตัวบุคลากรในแวดวงสื่อสารมวลชน ผมคิดว่าเรื่องกระบวนทัศน์และเรื่องสำนึก รวมทั้งเรื่องวิชั่นต่างๆ เป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่จะต้องได้รับการปฏิรูป

ถึงวันนี้ผมว่าอันตรายที่สุดคือ สื่อมักจะคิดว่า ตัวเองถูกกดดัน มีวาทกรรมประเภทว่า สื่อต้องเลือกข้าง หรือว่าสื่อต้องไปอยู่ข้างความถูกต้อง ความคิดประเภทนี้มันอันตราย เพราะว่าใครละเป็นผู้นิยาม และมันคือการประกาศตัวเองว่าเราเป็นผู้นิยามความถูกต้องไปโดยปริยาย

ถ้าวันใด สื่อทำหน้าที่ในการนิยามความถูกต้อง มันจะเขี่ยผู้คนอีกจำนวนมากให้ไปอยู่ในด้านที่ไม่ถูกต้อง

ถ้าวันหนึ่งเรานิยามว่า เราเลือกข้างนี้ ตรงนี้คือความถูกต้อง มันก็มีคนจำนวนมากเลยที่ไม่ได้รับการปกป้องจากสื่อ จะถูกกระทำ จะถูกเป็นอีกฝ่ายหนึ่งทันที แล้วถ้าสื่อกระทำแบบนั้นแล้ว คนเหล่านั้น ต่อให้เค้าเป็นนักโทษ เค้าจะได้รับการปกป้องไหม ต่อให้เค้าทำผิด เค้าได้รับการปกป้องตามหลักสิทธิมนุษยชนไหม หรือถ้าเกิดคุณเข้าใจผิด คุณตัดสินผิด มันจะมีพื้นที่ให้คุณกลับมาแก้ตัวไหม เพราะคุณได้ตกกับดักของตัวเองไปแล้วว่า ฉันตัดสินใจผิด มันจะเสียหน้ามั๊ย มันจะทำให้คุณต้องขี่หลังเสือไปอีกยาวนานไหม

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า วาทกรรมประเภทสื่อต้องเลือกข้าง สื่อต้องอยู่ข้างความถูกต้อง โดยที่ไม่รู้ว่าความถูกต้องคืออะไรชัดเจน มันเป็นเรื่องที่อันตราย

จุดยืน การตั้งคำถาม และคุณค่าของความเป็นสื่อ มันต้องรื้อฟื้นใหม่หมดเลย หนึ่งตัวนักข่าว ในตัวซีเนียร์ ตัวผู้บรรณาธิการต่างๆ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียง เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ ถ้าฟังผู้ดำเนินรายการต่างๆ ทางทีวี หรือทางวิทยุทุกวันนี้ จะเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งนั้นเลย มีข้อความ มีน้ำเสียง และก็มีวิธีคิด มีวาทกรรมที่มันซ่อนมาจากคำพูดที่เป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ การเมือง เรื่องการแสดงความคิดเห็น เรื่องการดูถูก

ถาม กฎหมายเกี่ยวกับสื่อฯ เป็นอย่างไร
หลักการรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ,41 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นหลักการที่ดีมาก และก้าวหน้ามากในโลก มันเป็นหลักประกันว่า ต้องมีเครื่องมือ สองคือมีหลักประกันให้ตัวนักข่าวเองว่า จะมีเสรีภาพที่จะเสนอ แม้จะแตกต่างกับอะไรก็ตาม ผมคิดว่าหลักการนี้เป็นเรื่องที่ต้องนำกลับมาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือต่อๆ ไป เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ให้ได้มาด้วย

แต่ปัญหาคือ มันไม่มีกฎหมายอะไรมาทำให้มันมีผลในทางปฏิบัติได้จริงๆ เพราะฉะนั้นมันจำเป็นที่แวดวงสื่อจะต้องออกแบบ ต้องออกแบบกลไกที่จะสร้างหลักประกันให้ได้ ให้กับกลุ่มที่หลากหลายได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดไหนก็ตาม สร้างหลักประกันให้ได้ว่า นักข่าวจะมีเสรีภาพ พอที่จะเสนอ แม้จะแตกต่างจากบรรณาธิการ และมีวิธี มีกลไกทางออก ทั้งในแง่ของการบริหารของในกองบรรณาธิการเอง มันมีอะไรที่ต้องเติมเข้าไป มันต้องบาลานซ์

ในกระบวนการปฏิรูปสื่อครั้งใหม่ ในกฎหมาย หรืออะไรก็แล้วแต่ เรากล้าไหมที่จะออกกฎหมายไม่ให้ถือกิจการไขว้ในแวดวงสื่อ เช่นถ้าคุณทำสื่อสิ่งพิมพ์ คุณไม่มีสิทธิมาทำรายการทีวี เพราะการไขว้กันมันทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และมันทำให้การผูกขาดสื่อเกิดขึ้นในสังคม ถามว่ากลไกการออกแบบกับกฎหมายใหม่ คนที่เข้าไปใน สนช.มีคนในตัวแทนวิชาชีพเข้าไปนั่งซึ่งอยู่ในค่ายใหญ่ๆ ทั้งนั้น ทำทั้งทีวี ทำทั้งหนังสือพิมพ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ หลักการเรื่องการห้ามไขว้สื่อมันจะผ่านไหมในโครงสร้างของการออกแบบกฎหมายที่ผู้ออกแบบกฎหมายมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดใหม่ทั้งหมดเลย ในขณะเดียวกันต้องเปิดพื้นที่ให้กับเว็บไซต์ หรือสื่อทางเลือกอื่นๆ การปฏิรูปสื่อต้องเลิกมองว่า สื่อหมายถึง สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ หมายถึงช่องทางสถานีวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์เท่านั้น แต่ต้องมองถึงพลเมืองนักข่าวด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้สถาปนาขึ้นหรือยังในแนวคิดของการปฏิรูปสื่อ

ผมคิดว่าการให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลเล็กๆ น้อยๆ เว็บไซต์ ต่างๆ Blog Space พื้นที่ต่างๆ เต็มไปหมดเลย แล้วรอให้มันเข้ามาในกระบวนการของสื่อ และปฏิรูปสื่อทั้งหมด มีการพูดถึงบ้างแล้วหรือยัง ผมคิดว่าเว็บไซต์ถูกเหยียดหยาม เป็นอีกชนชั้นหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปสื่อด้วยซ้ำ





ประจักษ์แจ้งกลางใจ

14 02 2007

ในรอบเดือนที่ผ่านมา เห็นจะมีบทสัมภาษณ์ประจักษ์ ก้องกีรติ นี่แหละที่โดนใจ และคลายสิ่งที่ค้างคาคับข้องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้ เนื้อหาและการอธิบายแบบนี้แหละที่จะสร้างความสมานฉันท์ได้ เพราะมันฟาดลงไปที่โครงสร้าง ไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ และมันเป็นการอธิบายที่ไม่ได้ยัดเยียดความเกลียดทักษิณให้เรา กระทั่งเราแปลกแยกกับผู้คน หากไม่เห็นว่าทักษิณ เลว เลว และก็เลว น่าเสียดายที่ ‘ประชาไท’ ควรจะสัมภาษณ์งานชิ้นนี้เอง อย่างที่เคย อย่างที่เป็น ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น น่าเสียดาย

1

เราต้องปฏิรูปประชาธิปไตยบวกกับการสร้างเสรีนิยมทางการเมืองในระดับชาติ และชุมชนนิยมในระดับท้องถิ่น ทั้งสามสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน

หัวใจของประชาธิปไตยคือการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนให้กว้างขวางและมากที่สุด ให้พลเมืองแต่ละคนมีอำนาจในการปกครองตนเอง มีสิทธิมีเสียงในการกำหนดวิถีชีวิตของตัวเองมากที่สุด

โจทย์คือเราจะทำอย่างไรให้ทั้งชุมชนและปัจเจกชนมีสิทธิอัตวินิจฉัยในการกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองหรือวิถีชีวิตของชุมชนตัวเอง

ในส่วนเสรีนิยม หัวใจคือการกำกับควบคุมอำนาจของผู้มีอำนาจรัฐ เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน

อำนาจรัฐที่มากล้นและไม่ถูกตรวจสอบล้วนอันตรายทั้งสิ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือจากปากกระบอกปืน

ผมว่าอุดมการณ์เสรีนิยมทางการเมืองค่อนข้างอ่อนแอมากในสังคมไทย คุณทักษิณจึงเถลิงอำนาจได้อย่างเต็มที่จนประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องสังเวยชีวิตให้กับนโยบายแบบอำนาจนิยม

ถ้าไปดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เราจะพบว่ามีทั้งส่วนที่เป็นอำนาจนิยมกับเสรีนิยมอยู่ด้วยกัน คือสร้างผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาดมีเสถียรภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลขึ้นมากำกับไว้ด้วย

แต่เหตุที่อุดมการณ์เสรีนิยมอ่อนแอ ไม่ลงหลักปักฐานในสังคมไทย รัฐธรรมนูญ 2540 จึงเสียสมดุล ทำงานเฉพาะส่วนที่เป็นอำนาจนิยม ซึ่งอย่าไปโทษเฉพาะคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทย เพราะสังคมไทยที่นิยมชมชอบวัฒนธรรมอำนาจนิยมนั่นแหละที่อุ้มคุณทักษิณและเชียร์ให้คุณทักษิณใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแก้ปัญหาต่างๆ

ที่สำคัญเราไม่ค่อยมีปัญญาชนเสรีนิยมจริงๆ สักเท่าไร มีแต่อำนาจนิยมหรืออนุรักษ์นิยมในเสื้อคลุมเสรีนิยมเท่านั้น ไม่เช่นนั้นการให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารครั้งนี้คงไม่มีมากขนาดนี้

2

บทเรียนจากรัฐบาลทักษิณคือ ประชาธิปไตยมันฆ่าคนได้ มันโหดร้ายได้ ประชาธิปไตยแบบทักษิณมีปัญหา ผมวิพากษ์วิจารณ์และไม่ยอมรับรัฐประหาร ในขณะเดียวกัน ผมก็คัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณด้วย ซึ่งนักวิชาการที่คัดค้านการรัฐประหารครั้งนี้ส่วนใหญ่เขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณมาตั้งแต่ต้น

ถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ผมรับไม่ได้กับรัฐบาลทักษิณ ไม่ใช่เรื่องนักการเมืองคอรัปชั่น ผมคิดว่านี่คือเรื่องธรรมดาสำหรับสังคมประชาธิปไตยทั้งหลาย และถ้าจะพูดเรื่องคอรัปชั่น นี่เป็นบทเรียนที่สังคมไทยได้เรียนรู้มานานแล้ว แน่นอน เราต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขกันต่อไปในการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง แต่ที่สำคัญกว่าและเป็นบทเรียนที่เราต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง คือ ประชาธิปไตยมันก็ฆ่าคนได้ มันโหดร้ายได้ ไม่แพ้รัฐบาลเผด็จการทหาร นี่เป็นจุดที่ทำให้คนจำนวนมาก นักวิชาการจำนวนมากมีท่าทีอิหลักอิเหลื่อลังเลกับการรัฐประหาร

ผมยังมองโลกในแง่ดีว่า เขาไม่ได้สนับสนุนรัฐประหารอย่างเต็มที่ หรือเชื่อในส่วนลึกว่าการรัฐประหารจะทำให้สังคมไทยดีขึ้น

แต่ผมคิดว่าปัญหาคือรัฐบาลทักษิณเป็นโจทย์ใหญ่ เราจะจัดการกับรัฐบาลทักษิณอย่างไร รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่ครั้นเมื่อมีอำนาจแล้วใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และก่อให้เกิดผลเสียหายทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และละเมิดชีวิตของพลเมือง ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง

เราจะอยู่กับรัฐบาลแบบนี้อย่างไร? นี่เป็นเรื่องใหญ่

สังคมไทยอาจจะไม่เคยต้องอยู่กับรัฐบาลประชาธิปไตยที่ใช้อำนาจแบบคุณทักษิณมาก่อน ครั้นพอเกิดความไม่พอใจขึ้น คุณก็กระโดดไปหาทางเลือกอื่น ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นทางเลือกที่ยิ่งพาสังคมการเมืองไทยไปสู่ทางที่ตีบตันมากขึ้น และพาไปสู่วัฏจักรแห่งความรุนแรง เราจะเห็นว่าความไม่สงบต่างๆ มีอยู่ตลอดเวลา

3

หากไตร่ตรองปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในรอบ 5-6 ปี ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง เราก็จะพบว่า ลำพังคุณทักษิณไม่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้หรอกครับ

ทำไมนโยบายฆ่าตัดตอนถึงเกิดขึ้นได้ หรือนโยบายภาคใต้ที่ผิดทิศทางขนาดนั้น

มันเกิดขึ้นได้เพราะคนจำนวนมากในสังคมไทยสนับสนุน โพลออกมาตลอดเวลาว่าประชาชนเห็นด้วยกับการจัดการปัญหาด้วยความเด็ดขาดรุนแรงทั้งเรื่องยาเสพติดและเรื่องภาคใต้ รวมทั้งสื่อมวลชนเองส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์เลย แถมอุ้มชูสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทักษิณด้วยซ้ำ

ถ้าคุณบอกว่าคุณทักษิณมือเปื้อนเลือด สังคมไทยเองก็มือเปื้อนเลือดด้วย คนจำนวนมากในสังคมไทยที่เคยสนับสนุนคุณทักษิณโดยทางตรงหรือทางอ้อมผ่านนโยบายเหล่านี้ ก็มือเปื้อนเลือดด้วยและทำให้นโยบายเหล่านั้นมันดำเนินสืบเนื่องไปได้

การคอรัปชั่นต่างๆ เกิดขึ้นได้ก็เพราะองค์กรตรวจสอบต่างๆ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในระหว่างที่คุณทักษิณยังเรืองอำนาจอยู่ใช่หรือไม่ ข้าราชการจำนวนหนึ่งก็ไม่ทำหน้าที่ของตน ระบบตรวจสอบก็ไม่ทำงาน ยอมสยบต่อผู้มีอำนาจ แล้วตอนนี้ก็หันมาสยบยอมต่อ คมช. แทน คุณเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ต้องรับผิดชอบต่อการที่คุณทักษิณเถลิงอำนาจได้อย่างนั้นด้วย

ถ้าพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ผมคิดว่าเราพูดได้ว่าทั้งรัฐบาลทักษิณและคมช. งอกมาจากเนื้อดินเดียวกัน คือเนื้อดินอำนาจนิยมของสังคมไทย

แน่นอนว่านักการเมืองไม่ว่าใครก็ตามก็ฝันอยากมีอำนาจล้นฟ้าแบบคุณทักษิณทั้งนั้น แต่เขาทำได้ไหมถ้าระบบตรวจสอบเข้มแข็ง แล้วองค์กร ข้าราชการต่างๆ ทำงาน ประชาสังคมทำงาน สื่อทำงานของตนอย่างแข็งขัน เขาก็ไม่มีทางทำได้ คนจำนวนมากในสังคมไทยหรือชนชั้นนำในสังคมไทยจำนวนหนึ่งรู้เห็นเป็นใจให้คุณทักษิณ อุ้มชูคุณทักษิณตั้งแต่ต้น แล้วปล่อยให้คุณทักษิณใช้อำนาจขนาดนั้นได้ ฉะนั้น การที่จะไปโทษคุณทักษิณ สังคมไทยต้องวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองด้วย เรากล้าไหมที่จะเปิดแผลตัวเอง

หากยังจำกันได้ สังคมไทยอุ้มคุณทักษิณมาตั้งแต่ต้น ตั้งแค่คดีซุกหุ้น กลับไปดูว่าใครอุ้มคุณทักษิณมาบ้างในช่วงนั้น ซึ่งนั่นเป็นการทำให้ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน คุณทักษิณหลุดรอดมาได้ ก็ยิ่งเหลิงอำนาจ ขนาดหลักฐานชัดแจ้งทุกอย่างมัดตัวขนาดนั้นเขายังหลุดรอดออกมาได้ ที่เหลือเขาก็สบายแล้ว เพราะมีปัญญาชนอาวุโส สื่อมวลชน ชนชั้นนำออกมาสนับสนุนขนาดนั้น

ความเลวร้ายของรัฐบาลทักษิณหรืออาชญากรรมรัฐที่คุณทักษิณก่อขึ้นเป็นไปไม่ได้ถ้าสังคมไทยเข้มแข็ง และสังคมไทยไม่ปิดหูปิดตา ไม่สยบยอมต่อผู้มีอำนาจ

เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงจุดนี้ ผมว่ามันน่าเศร้าที่กลายเป็นว่า นโยบายและการกระทำอันเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้แทบไม่มีใครที่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย แค่กำจัดคนออกไปคนหนึ่งสังคมไทยก็กลายเป็นสังคมของคนดี เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้ที่ทำรัฐประหารก็ถูกยกย่องให้เป็นคนดีมีจริยธรรม แต่อย่าลืมว่าคนดีที่ไม่ถูกกำกับตรวจสอบนี่แสนจะอันตรายนะครับ

ในนามของความดี มนุษยชาติได้ทำสิ่งเลวร้ายไว้ให้เห็นแล้วมากมายในประวัติศาสตร์

‘ประจักษ์ ก้องกีรติ’
“สังคมไทยแบบไหนที่เราต้องการ” คำถามก่อนปฏิรูปการเมือง
………………………………………………………
วันอังคารที่ 30 มกราคม 2550
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สัมภาษณ์โดย เบญจมาศ บุญฤทธิ์





เรื่องสื่อๆ

14 02 2007

เมื่อวานไปสัมภาษณ์พี่คนหนึ่งให้นิตยสารเล่มนึง เจตนาของบอกอเล่ม นอกจากจะยืมตัวให้ทำงาน ยังอาจจะหวังประสานรอยร้าวอันสืบเนื่องมาจากการัฐประหารและความเห็นต่างกรณีวางบทบาทในวิชาชีพสื่อต่อการรัฐประหาร ซึ่งปรากฏร่องรอยความขัดแจ้งทิ้งไว้ให้เห็นใน ประชาไท อย่างน้อยก็ในฐานะที่เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายคัดค้านแสดงความเห็นเต็มๆ การไปครั้งนี้ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร ไม่ได้ปรากฏร่องรอยแปลกแยก เคียดแค้น ชิงชัง การพิสูจน์ตัวเองว่า ความเห็นต่าง และการไม่เห็นด้วยนั้นคนละเรื่องกับความรักการนับถือ ตราบใดที่หัวใจของใครซื่อกับตัวเอง เขาจะขวาจะซ้าย จะไร้เดียงสา จะเลอเลิศ ผิดหรือถูก ขอเพียงเขาเลือก ในความเป้นมนุษย์มากน้อยจะต้องมีมุมให้เรานับถือเสมอ ในบรรดาคำถามทั้งหมด ชอบคำถามของตัวเองอยู่คำถามหนึ่ง ตามสไตล์ฟาดฟันของตัวเอง นั่นคือ

เราสามารถไปนั่งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อในพรรคการเมืองได้ไหมโดยที่เรายังทำหน้าที่สื่ออยู่
หากไม่ได้ พอมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ด้วยการรัฐประหาร มี “พรรคการเมือง” หนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยทหาร ข้าราชการ ฝ่ายตรงข้ามกับพรรคการเมืองเดิมแล้ว
ทำไมสื่อจึงสามารถเข้าไปนั่งทำงานให้พรรคการเมืองนี้ได้โดยที่ยังเป็นสื่ออยู่

คมช. เป็นพรรคการเมืองหนึ่งหรือไม่ ถ้าไม่เป็น คมช.เป็นใคร ทำงานในนามของอะไร ความดี หรือสัจจะชนิดไหน หรือชาติ และอุปโลกน์ตัวเองด้วยอะไร เหมาเอาว่าเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ที่จริงมันก็ขั้วการเมืองหนึ่งไม่ใช่หรือ

มันแปลกที่เราตลกหากนายกฯสมาคมสื่อ ไปนั่งเป็น ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ให้พรรคไทยรักไทย แต่ไม่มีใครสงสัย เมื่อต้องไปนั่งในพรรคราชการ ที่อุปโลกน์ตัวเองขึ้นมา สมมติตัวเองขึ้นมาว่าเป็นความจริงดีงาม