ยาอายุวัฒนะแด่หนุ่มสาว

4 03 2007

way ฉบับที่ 4 เขียนด้วยความตัน เลยตั้งโจทย์จากธีมปก ว่าด้วยเรื่อง ‘วัยทอง’

………………..

ยาอายุวัฒนะ
(ปลายเดือนธันวาคม)

ว่ากันว่า คนในสมัยหนึ่ง เปลี่ยนวิถีชีวิตและความคิดของตนเองด้วยบทกลอนง่ายๆ ที่ตั้งคำถามกับระบบการศึกษาอย่าง ‘เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน’ ที่ขึ้นต้นว่า “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย”… และลงท้ายด้วย… “สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”

ยังมีคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากอีกคำถามหนึ่ง และยากยิ่งกว่าหากจะต้องตอบอย่างจริงใจ เท่าทันตัวเอง นั่นก็คือคำถามประเภท “เราอยากให้ป้ายหลุมศพของเรา จารึกถ้อยอักษรร้อยคำสรรเสริญว่าอะไร”

นี่อาจจะเป็นคำถามหนึ่งในวัยวันก่อร่างรูปความคิดสร้างตัวตน ซึ่งหลายคนมีโอกาสต้องเผชิญ เป็นดั่งโจทย์ และเป็นดุจอรุณรุ่งของการมีชีวิต

ไม่แน่ว่าโจทย์แบบนี้มันจะท้าทายหนุ่มสาววัยรุ่นสมัยนี้หรือไม่ แต่สำหรับนักกิจกรรมหรือพลเมืองผู้ตื่นตัวรุ่นก่อนๆ จะมากจะน้อย ล้วนแต่ต้องเผชิญกับคำถามแบบนี้ กระทั่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนหลายคน

ทุกครั้งที่คำถามประเภทนี้ผุดขึ้นมา ไม่ว่าจะมาจากจุดประสงค์เพื่อการสร้างกลุ่ม จุดประสงค์เพื่อถกปรัชญาหรือวิชาการ ทั้งหมดไม่ได้ชี้ชวนให้นึกถึง ‘ความตาย’ มากไปกว่าที่ตั้งใจจะชี้ชวนให้นึกถึง ‘การอยู่’

หลายครั้งหลายหน คำถามประเภทนี้เกิดขึ้นมาเพื่อจะค้นหาชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และเพื่อหาคำตอบของการอยู่ยั้งยืนยง

ประมาณสองร้อยปีก่อนคริสตกาล จิ๋นซีฮ่องเต้ ซึ่งได้รับการสมมติเอาว่า เป็นปฐมกษัตริย์จีน เพียงเพราะคำถามถึงชีวิตอันเป็นนิรันดร์ และการค้นหายาอายุวัฒนะไว้ต่อสู้กับความกลัวและความตาย พระองค์ต้องจ่ายทรัพยากรมากมายให้กับคำถามนี้

ว่ากันว่า มีคนหนุ่มสาวหลายหมื่นคนต้องเสียชีวิตระหว่างการสร้างสุสานอันเป็นที่อยู่ของโลกหน้า และมีเด็กบริสุทธิ์อีกหลายร้อยคนที่ต้องเซ่นสังเวยให้กับกระบวนการสร้างยาอายุวัฒนะ เพื่อแลกกับสภาวะปกติของลมหายใจเข้า-ออกของพระองค์ซึ่งรวมแล้วไม่กี่สิบปี

กระนั้นไม่มากไม่น้อย จิ๋นซียังคงดำรงอยู่กับชนชาวจีน และมีชีวิตอยู่ในโลกมาจนสองพันสองร้อยกว่าปีเข้านี่แล้ว

ยาวนานกว่าจักรพรรดิองค์ใดในโลกหล้า อยู่ในหินทุกก้อนของกำแพงยักษ์ อยู่ในหุ่นดินเผาทุกตัวในสุสาน และอยู่ในทุกเส้นสายของตัวอักษรจีน ฯลฯ

นี่ไม่ใช่เรื่องชวนฝัน แต่ชีวิตนิรันดร์นั้นมีจริง อายุยืนนานหมื่นๆ ปีก็มีจริง เพียงแต่เราจะนิยามมันว่าอย่างไร

โลกใบที่มีประชากรเกินกว่าหกพันล้านคนใบนี้ ประมาณการว่า มีคนเกินกว่าครึ่ง ที่เชื่อและศรัทธาในชีวิตหลังความตาย

และเพราะเหตุนั้นไม่ใช่หรือ เขาจึงดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างกล้าหาญ

ตูม! ขณะที่อานุภาพของระเบิดที่เขาจุดชนวนเอง ฉีกร่างกายเขาเป็นชิ้นๆ ในแววตาสุดท้ายของเขา เขาอาจจะได้เห็นตัวเองก้าวเท้าก้าวแรกสู่ดินแดนของพระเจ้า…

และเพราะเหตุนั้น เราจึงเห็นคนจำนวนมากทำงานเป็นบ้าเป็นหลัง อุทิศชีวิตเพื่อฝันและสร้างสังคมที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

บ้างก็ใช้ชีวิตเพื่อสร้างเพื่อผลิต ราวกับว่า เขาจะสะสมและนำมันไปใช้ด้วยได้ในโลกหน้า

บ้างความหมายของโลกหน้า-โลกอนาคตของเขา ก็ฉายภาพให้เห็นอยู่ในความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกหลานหรือคนรุ่นหลัง

ป้ายหลุมศพของพวกเขาเหล่านี้ หรืออาจจะรวมถึงเรา อาจไม่ได้ต้องการคำสรรเสริญเยินยอ อาจจะไม่ได้ต้องการการบันทึกถึงความดี แต่ความหมายที่แท้แล้ว เราอาจต้องการมีชีวิตที่ยืนยาว แม้จะเพียงแค่ชีวิตทางวิญญาณก็ตามที

ก็อย่างที่ว่า เพราะความหมายของความดีนั้นเลื่อนไหล และอายุสั้น บางทีอาจจะสั้นกว่าวัยวารแห่งกายมนุษย์เสียอีก แต่ผลงานนั้นกลับมีอายุยาวนานกว่า

กระนั้นผลงานที่ดีย่อมดีกว่าผลงานที่เลว การสร้างสรรค์ที่ดีย่อมดีกว่าการสร้างสรรค์ที่เลว

‘ชีวิต’ ทางวิญญาณที่ยืนนานนั้น จะยืนนานอย่างไร จึงอยู่ที่เราเลือก

และไม่ว่าจะเลือกอย่างไร บางทีคุณค่าและความหมายของชีวิตที่มีที่ได้เลือกนี่เอง คือยาอายุวัฒนะ ทั้งกาย รูป และจิต





เศรษฐกิจพอเพียง มุสาร่วมสมัย

2 03 2007

way ฉบับ 3 เราเขียนงานชิ้นนี้ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน ในวันที่เศรษฐกิจพอเพียงเริ่มโปรโมท ยัดเยียด และ ‘ห้ามเถียง’ เพื่อนหลายคนชื่นชมงานชิ้นนี้ วันนี้นี่เองที่ยอด-วรดุลย์ ตุลารักษ์ บอกว่า ‘ดีจัด’ (คือมันเพิ่งได้อ่าน) น้องจากนิตยสาร CMYK ขอให้คัดเป็นลายมือบางท่อนเพื่อนำไปใช้ในเล่ม อือม… เขียนมาซะยืดยาว คืออยากให้เพื่อนๆ ได้อ่านเท่านั้นเอง

………………………..

บาปร่วมสมัย
(ปลายเดือนพฤศจิกายน)

เรากำลังร้องหา เห่อ โหม ประโคม ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ อย่างที่ไม่เคยมียุคใดสมัยใดเป็นเช่นนี้มาก่อน

สื่อทุกสำนัก ผู้รู้ ปราชญ์ และผู้ใหญ่ ต่างก็อนุโมทนาสาธุ แล้ววาดฝันหนทางที่บ้านเมืองจะเดินไปอย่างหนึ่ง ทว่าคนข้างๆ ต่างวัย ผมต่างสี กลับเข้าใจหนทางที่บ้านที่เมืองจะเดินไปอีกอย่างหนึ่ง

วัยหนุ่มรุ่นสาวในเมืองฟ้าอมรกับเครื่องลางของขลังแบรนด์ดังจากหัวจรดเท้า อาจจะไม่มีคำถามมากนัก เขาอาจจะตอบเพียงว่า “ดี ผู้คนจะได้หายจน”

วัยรุ่นเมืองใต้บาดาล อาจจะมีคำถามมากกว่าเล็กน้อย “แล้วฉันจะมีมอ’ไซค์ขี่ไหม”

คนขับรถแดงที่เชียงใหม่ แสดงสีหน้าสับสน ก่อนจะถามกลับว่า “แล้วจะให้ฉันกลับไปทำสวนหรือไร”

ส่วนพี่ชายผู้กำลังจะขยายร้านกาแฟด้วยการกู้หนี้ยืมสิน ตั้งใจกวนด้วยคำถามว่า “ฉันกำลังไม่รู้จักพอใช่ไหม”

การออม มัธยัสถ์ เป็นความงามชนิดหนึ่ง เพราะมันเผื่อแผ่ดิน น้ำ ลม ไฟ ให้คนในโลกอนาคตได้ใช้ แต่การออมและมัธยัสถ์ต้องไม่ใช่กรงขังให้จมจ่อมงมงายอยู่ในความงามนั้นเพียงเพื่อให้ทรัพยากรที่เหลือเป็นอาหารอันโอชะให้กับคนที่มีมากกว่า

พจนานุกรมไทยบอกว่า ‘เพียง’ เป็นคำวิเศษณ์ แปลว่า เท่า, แค่, เสมอ, เหมือน, พอ

เราให้ความหมายของคำว่า เพียง จำกัดอยู่ที่ความว่า “แค่” แต่น้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะก้าวไปให้ถึงความหมายอีกอย่างที่แปลว่า ‘เท่า’

ลองคนเราถ้ามีไม่เท่ากัน แล้วผู้ที่มีมากกว่า พยายามบอกคนที่มีน้อยหรือไม่มีอะไรเลย ให้รู้จักพอ มันก็เท่ากับต้องการรักษาความไม่เท่ากันนั้นให้ดำรงอยู่ต่อไป

ท่ามกลางสิ่งยั่วยวนให้ความมี ความรวย ความมั่งคั่ง การสะสม หรือความฟุ่มเฟือย นั้นดีกว่า มีค่ากว่า ขณะที่โลกที่เราอยู่ใบนี้ก็ทำให้การบริโภคเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีคุณค่า เป็นส่วนที่ใครๆ ก็ใช้วัดชีวิตที่มีศักดิ์ศรี การที่ผู้มีมากกว่า พยายามบอกคนที่มีน้อยหรือไม่มีอะไรเลย ให้รู้จักพอ อีกแง่หนึ่งก็คือการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

แน่ละการบริโภคอย่างไม่บันยะบันยังนั้น ก็คือการใช้ชีวิตแบบปล้นชิงทรัพยากรมาจากลูกหลานอนาคต แต่ความพยายามหยุดยั้งการบริโภคเอาไว้เฉพาะกลุ่มคนด้อย คนจน หรือคนที่ไม่ค่อยจะมีโอกาสอยู่แล้ว โดยหลงลืมไปว่า ขณะที่คนไร้ คนจน บริโภคอยู่นั้น คนมีก็บริโภคอยู่เช่นกัน และด้วยอัตราเร่งที่มากเป็นทวีคูณ นี่ก็คือการแบ่งชนแบ่งชั้นชนิดหนึ่ง

ยิ่งในสมัยของการฟื้นฟูคุณธรรม การกร่นด่าประนามคนจนที่บริโภค สร้างหนี้เกินตัว บริหารค่าใช้จ่ายครัวเรือนแบบหมุนเงินผลัดผ้าขาวม้า ไม่รู้จักประมาณตน ไม่รู้จักพอเพียง ราวกับเป็นความผิดบาป ที่แท้แล้วย่อมไม่มีผลอะไรอื่น นอกจากเพื่อจะบอกว่า คนกลุ่มหนึ่งไม่มีสิทธิบริโภค มีแต่ฉันเท่านั้นที่ได้รับสิทธินั้น

เราเริ่มสมัยของการพัฒนา ด้วยการสร้างให้คนตระหนักว่า “ความจนเกิดเพราะคนไม่ขยัน” แต่เรายังจนต่อเนื่องมาอีก 40 ปีต่อจากนั้น

แล้วเรากำลังเริ่มสมัยแห่งการฟื้นฟูคุณธรรม ด้วยการสร้างให้คนตระหนักอีกอย่างว่า “เหตุแห่งความจนนั้นไซร้ ไม่ใช่อื่นใด นั่นเพราะคนไม่รู้จักพอ” ซึ่งน่าสงสัยว่า เราจะจนต่อเนื่องไปอีกกี่ปี

เศรษฐกิจพอเพียง จึงต้องมีความหมายถึงความเท่าเทียม มิใช่กรงขังภายใต้ความรู้จักพอ

เป้าหมายของการรณรงค์เศรษฐกิจพอเพียงในโลกที่คนเราควรเท่ากันจึงควรอยู่ที่คนมี คนรวย ไม่ใช่แค่คนจน

และเศรษฐกิจพอเพียงในโลกที่คนเราควรเท่ากันจึงเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากซึ่งโครงสร้างของการแบ่งปัน

ถ้าเราหยุดยั้งการบริโภคไม่ได้ เราจำเป็นต้องรู้จักการบริโภค แน่ละ เราไม่ควรบริโภคจากบ่อน้ำของลูกหลานอนาคต แต่เราควรบริโภคทรัพยากรจากบ่อเพชรหลอยอันมั่งคั่งของคนมีที่เหลือเฟือพอจะแบ่งปัน

ไม่ยอมสร้างโครงสร้างแห่งการแบ่งปัน แต่ยังคงป่าวร้องประโคมโห่เศรษฐกิจพอเพียงต่อไป ก็เสมือนการมุสา อันเป็นความผิดบาปขั้นพื้นฐาน

เพื่อนอาวุโสไร้ฝักฝ่ายท่านหนึ่ง เอื้อนเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงพื้นๆ ในระหว่างการถกเถียงเรื่องของคนอื่นๆ ออกมาว่า “บาปที่ร้ายแรงที่สุด ก็คือการที่มีคนรวยล้นฟ้า ท่ามกลางผู้คนที่จนยาก”

…..

ผู้อ่านที่รัก มาถึงตรงนี้ ท่านอาจมีทางเลือกไม่กี่ทาง คือเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจพอเพียงที่คนเราเท่าเทียมต่อไป หรือไม่ก็กร่นด่าข้อเขียนชิ้นนี้ว่า ซ้าย…ไร้เดียงสา…เถิด





ความดีในปราสาทราชวัง

2 03 2007

way ฉบับ 2 ที่มาของการเขียน คือ ความรู้สึกต่อความไม่เป็นธรรม และความเหม็นเบื่อต่อการยัดเยียดและความพยายามสถาปนาความดีของผู้ชนะโดยผู้ชนะเอง จะหมายถึงใครซะอีกล่ะ หากไม่ใช่ คมช. รัฐบาล และ สื่อ

………………………………

ความดีในปราสาทราชวัง
(ปลายเดือนตุลาคม)

ผมเกิดไม่ทัน ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ผมเข้าใจเอาเองว่า พระองค์คงไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำว่า ‘ความดี’ หรือ ‘คนดี’ ออกมาในคำสอน เพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘ดี’ น่าจะตื้นเขินเกินไปสำหรับศาสนาอันไพศาลนี้

ผ่านไป 2,500 กว่าปี ทุกวินาทียังคงตอกย้ำสัจธรรม หนึ่งในสัจจะนั้นคือ ความไม่เที่ยง ใดๆ ในโลกล้วนไม่เที่ยง

ไม่แน่ว่านิพพานที่นิยามกันในโลกก็ไม่เที่ยง แม้แต่คำสอนของพุทธองค์ก็ไม่เที่ยง นับประสาอะไรกับความหมายหรือนิยามของคำว่า ‘ความดี’ ยิ่งไม่เที่ยง

เพราะความไม่เที่ยงนี้เอง พุทธองค์จึงสอนเรายึดทางสายกลาง และสอนให้เรายึดหลักกาลามสูตร คือไม่เชื่อใครง่ายๆ แม้กระทั่งตนเอง

แม้ความหมายของคำว่า ‘ความดี’ จะไม่เที่ยง ไหลเลื่อนไปตามเวลาและโลก แต่ ‘ความดี’ และ ‘คนดี’ นั้นกลับมีความหมายและมีคุณค่าต่อโลก

เราบอกให้น้องให้เพื่อนเป็นคนดี ใครมีลูกก็อยากให้ลูกเป็นคนดี นั่นเพราะคำว่าคนดีหรือความดีเป็นคำที่คุมความแบบกว้างๆ รวมๆ อะไรจึงจะเรียกว่าความดี อย่างไหนจึงจะเรียกว่า คนดี เวลาใด กับใคร และทำไม ล้วนแล้วแต่กำหนดและนิยามมันตามสถานการณ์เฉพาะด้วยคนแต่ละคนเอง

เวลาเปลี่ยน สถานที่เปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ความหมายของความดีก็เปลี่ยน

พ่อที่ต้องหาเลี้ยงลูกย่อมเป็นคนดี และการกระทำนั้นย่อมเป็นความดี แต่หาเลี้ยงด้วยการขโมย สำหรับลูก พ่อก็ยังเป็นคนดี แต่สำหรับคนที่ถูกขโมยหรือคนทั่วไป ความหมายย่อมผิดแผกแตกต่างไป

เป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่คนรักของเราจะเลวในสายตาของใคร ทว่าเรากลับรักในความดีของเขาอย่างสุดจิตสุดใจ

เช่นนั้นแล้ว เราเอาอะไรมาบอกว่า คนนี้จึงดี คนนั้นจึงเลว

วันที่สื่อเชียร์ผู้นำคนก่อน คนนั้นก็ดี วันที่สื่อเชียร์ผู้นำคนนี้ คนนี้ก็ดี วันที่ผู้ยิ่งใหญ่บอกให้คนนี้ดี คนนี้ก็ดี วันไหนไม่ถูกใจ ไร้ซึ่งประโยชน์ คนนั้นก็เลว ยากและซับซ้อนไปกว่านั้นก็คือ วันที่สังคมทั้งสังคมบอกให้คนนี้เลว แล้วมีหรือจะไม่เลว

ที่แท้แล้ว ‘ความดี’ ไม่มีอะไรอื่น นอกจากเครื่องมือประหัตประหารกัน

ความดีจึงไม่มีอะไรอื่น นอกจากเครื่องมือที่จะบอกว่า ฉันดี และ เธอเลว หรืออย่างน้อยฉันก็ดีกว่าเธอ ฉันจึงควรได้รับการเลือกให้ดูแลเธอ ดูแลบ้าน ดูแลหมู่บ้าน ดูแลสังคม ดูแลการเมือง ดูแลโลก

เรากระหายความดี ราวกับว่า โลกกำลังเรียกหาเราด้วย

ผู้กระทำเลวในนามของความดี ย่อมได้รับการแห่แหนจากเรา เพราะเรากลัวจะไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความดีของขบวนแห่ของผู้ประกอบการณ์นั้น

ผู้กระทำดีในภาพของความเลว ย่อมได้รับการกร่นด่า และมีเราร่วมโห่ฮาด้วย เพราะเรากลัวว่า จะมีใครมองเราอยู่ร่วมในความเลวนั้น

ในแง่นี้ ความกล้าหาญย่อมเป็นคุณธรรมชนิดหนึ่ง เป็นความดีชนิดหนึ่ง

การกล้าปฏิเสธ และกล่าวคำว่า ‘ไม่’ กลางซากปรักหักพังแห่งความกล้าหาญที่ตกอยู่เกลื่อนกล่นจึงเป็นการก่อร่างสร้างโลกใหม่

ผมไม่รู้ว่า มนุษย์คนไหนเป็นคนแรกที่รู้จัก ‘ขบถ’

แต่เมื่อความดีอยู่ในปราสาทราชวัง เจ้าชายสิทธัตถะจึงตั้งคำถาม และ ‘ขบถ’ ขี่ม้าออกจากวัง มุ่งมั่น แสวงหา และประกาศสัจจะ

โลกใหม่จึงค้นพบมหาศาสดาผู้ยิ่งใหญ่





‘way’ มรรค ทาง และการเริ่มต้น

2 03 2007

ขออนุญาตเก็บงานจากนิตยสาร way ของ บก.อธิคม ไว้ในบล็อกสักเล็กน้อย เพราะคิดว่าน่าจะไม่มีโอกาสหาในเว็บ มีโอกาสได้รับการคัดเลือกเป็นคอลัมนิสต์ของ way ก็ดีไม่หยอกหรอก ทว่าเสี่ยงตาย หรืออาจจะตายไปแล้วและเราไม่รู้ตัวก็ได้ อันเนื่องมาจากคอลัมนิสต์แต่ละคนเก๋าๆ ทั้งนั้น ที่จริงขอถอนคอลัมน์ไปตั้งแต่จบเล่ม 4 แล้ว แต่ บก.อธิคม ดึงๆ เอาไว้ ไม่รู้ทำไม ทั้งๆ ที่หากเราเป็นบอกอ เรายกไปแล้ว

แรกเริ่มเดิมที ที่อธิคมบอกเปิดหัวนิตยสารใหม่แน่ ก็ตกปากรับคำว่าจะเขียนคอลัมน์ให้ ในอารมณ์โรแมนติก ประมาณ ความใฝ่ฝัน อุดมคติ ต่อเรื่องราวในโลก แต่นั่นมันก่อนการรัฐประหาร และก่อนที่สถานการณ์บ้านเมืองตลอดปี 49 จะดูดกลืนความฝันความงามของชีวิตไปจนหมดสิ้น (แต่ชั่วคราว) พอเริ่มต้นเขียนจริงๆ จึงไม่ได้มีอะไรที่พาฝันเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามส่วนดีที่สุดในความคิดของเราก็คือ ชื่อคอลัมน์ ที่วันดีคืนดีมันก็โผล่เข้ามาในหัว ในวันคืนที่ทบทวนตัวเองว่า เราเป็นใคร มาถึงตรงนี้ด้วยอะไร อะไรก่อรูปก่อร่างสะสมให้เราเป็นเรา และชื่อคอลัมน์นี้นี่เอง ที่เป็นที่มาของชื่อบล็อกนี้ ‘โรมานซ์ไม่ได้สร้างในวันเดียว’

……………………………………

‘เดือนตุลา’ การปะทุของความใฝ่ฝัน
(กลางเดือนกันยา ก่อนการรัฐประหาร 1 วัน หลังวันที่พ่อ ผู้ซึ่งบังคับให้ข้าพเจ้าอ่านหนังสือพิมพ์จากโลกนี้ไป)

ตอนที่ ‘คนเดือนตุลา’ ออกมารบรา มาฟาดฟันทางการเมือง มาตัดพี่ตัดน้อง ตัดมิตร ตัดสหาย เลือกข้างไล่ หรือเลือกข้างปกป้องคุณทักษิณ ชินวัตร อยากรู้ไหมว่า คนรุ่นใหม่ รุ่นหนุ่มรุ่นสาวทุกวันนี้รู้สึกอย่างไร

‘ไม่รู้สึกอะไรเลย’ คือคำตอบ

เพราะสำหรับคนหนุ่มสาวนั้น เหตุการณ์แบบนี้อาจจะคล้ายกับนักเรียนร่วมสถาบันตีกัน หรืออย่างมากก็เป็นเรื่องของกลุ่มก๊วนทางการเมือง หรือบางทีอาจจะสงสัยว่า คนเดือนตุลาคือใคร สำคัญอย่างไร และทำไมสื่อต้องให้ความสำคัญขนาดนั้น

ที่จริงแล้ว คำเรียก ‘คนเดือนตุลา’ นั้น เกี่ยวข้องกับคนหนุ่มคนสาวมากเสียยิ่งกว่าชายหรือหญิงวัยกลางคนที่โลดแล่นอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือจอทีวีทุกวันนี้เสียอีก

เพลงของวงการะเกด เพลงเพื่อชีวิตแนวๆ ของวัยรุ่น (สมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว) ร้องเอาไว้เป็นท่อนสร้อยว่า

“เจ้าหนุ่มเจ้าสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง
เจ้าหนุ่มเจ้าสาวเอย เจ้าเคยแล้วหรือยัง
ตายเพื่อสร้าง เอ๋ย ตายเพื่อสร้างเสรี”

เนื้อเพลงแบบนี้อาจจะเชยไปสำหรับหนุ่มสาวสมัยนี้ แต่กินใจสำหรับคนรุ่นหนึ่ง ซึ่งความกินใจนั้นมันไม่ได้มีมาเพราะซาบซึ้งในอรรถรสของบทเพลง หากแต่เป็นเพราะบทเพลงมันได้ถ่ายทอดอรรถรสของชีวิตที่วางเป้าหมายไว้เพื่อคนอื่นๆ ที่เหลือในสังคม มากกว่าที่จะมีเป้าหมายของชีวิตเพื่อตนเองหรือคนรอบข้างเท่านั้นต่างหาก

มีหลายวิธีที่จะทำให้ตนเองและคนรักเป็นสุข หนึ่งก็คือการกอบโกย สะสม และใช้ชีวิตให้เป็น แล้วจึงเหลือเผื่อแผ่เพื่อคนอื่น ส่วนอีกหนึ่งวิธีคือ ใช้ชีวิตเพื่อสร้างสังคมให้เป็นสุข แล้วสังคมที่เป็นสุขนั้นจะทำให้เราและคนรักเป็นสุขเอง

บางที ‘ทุนนิยม’ กับ ‘สังคมนิยม’ ก็ต่างกันที่ตรงนี้ ต่างกันตรงที่วิถี ไม่มีอะไรเลวหรือดีมากน้อยไปกว่ากัน

ทว่ามีแต่คนที่ลองได้อุทิศตนเพื่อคนอื่นๆ เป็นวิถี เป็นมรรคาของชีวิต จึงจะซาบซึ้งว่า ชีวิตมีอรรถรสเพียงใด เพราะการมีชีวิตเพื่ออุทิศให้คนอื่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

โลกใบนี้ ไม่ค่อยมีวิธีที่สองให้ใครได้ใช้ชีวิต หรือแม้แต่ลองกับมัน หรือไม่ต้องถึงขั้นนั้นหรอก เพราะแม้แต่การซื้อบุญ หรือเอาส่วนที่เหลือจากการกอบโกยเพื่อเผื่อแผ่คนอื่นก็ไม่ง่ายนัก

หลังวันสึนามิถล่มไทย เราต้องเผชิญกับวิกฤติ ไม่ใช่เพราะเราหา ‘อาสาสมัคร’ ไม่พบ ตรงกันข้าม เรามีอาสาสมัครเต็มไปหมด แต่เรากลับไม่มีงานเพียงพอให้อาสาสมัครเหล่านั้น

โลกใบนี้ไม่ได้ต้องการคนที่อุทิศชีวิตเพื่อคนอื่นๆ และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนทำความดี …สังคมนี้ก็เช่นกัน

อย่างไรเสีย มีแต่คนที่ลองได้อุทิศตนเพื่อคนอื่นๆ เป็นวิถี เป็นมรรคาของชีวิต จึงจะซาบซึ้งว่า ชีวิตมีอรรถรสเพียงใด

สังคมเราโชคดีที่ยุคสมัยหนึ่ง เป็นสมัยแห่งการคิดจะทำ ‘ความดี’

หนุ่มสาวต่างแสวงหาความหมายของชีวิต

มีคำถามเป็นดั่งจอบเสียมถากถางทางเพื่อหาสัจจะ

มีศรัทธาเป็นดั่งภักษาหารสร้างพลังให้ก้าวย่าง

และมีชีวิตเป็นดั่งธุลี เพื่อถมทางให้คนอื่นได้ก้าวเดินไปสู่ ‘สัจจะ’ และสังคมใหม่

ไม่รู้เพราะแบบนี้หรือไม่ เราจึงเรียกคนเหล่านี้ว่า ‘คนเดือนตุลา’

เราอาจจะโชคร้าย ที่โลกมันหมุนเร็วกว่าที่เราจะก้าวเดินให้ถึงสัจจะ อย่างไรเสียเราอาจจะเหลือโชคพอปลอบใจยุคสมัยอยู่บ้าง หากหัวใจที่เคยมุ่งหมายถึง ‘สังคมที่ดีกว่า’ ยังคงเป็นหัวใจดวงเดิมครั้งอยู่ในวัยวันอันหนุ่มสาว

คำถามมีว่า วันนี้ หัวใจเหล่านั้น ยังคงเป็นดวงเดิมหรือไม่

คนเดือนตุลาวันนี้ จึงอาจจะไม่ใช่คนเดือนตุลาวันนั้น และคนเดือนตุลาวันนั้น อาจจะหลุดหายไปพร้อมกับโลกที่หมุนเหวี่ยงเร็วขึ้นแล้วก็ได้

ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็ว ความเร่ง และเวลา…คนที่หลุดหายไปเพราะแรงเหวี่ยงของโลก ตามไม่ทันสมัย เชย หรือเฝ้าใฝ่ฝันถึงสังคมที่ดีกว่า กระทั่งอุทิศชีวิตตนเพื่อคนอื่นๆ ที่เหลือ หัวใจของเขาจึงยังหนุ่มยังสาวอยู่เสมอ





Babel

1 03 2007

ในชีวิตจำไม่ได้ว่า เคยดูหนังมากี่เรื่องกัน ไม่มากไม่น้อย 1000 เรื่องน่าจะได้ เห็นใครต่อใครเขาจัดอันดับหนังในดวงใจ 10 เรื่องบ้าง 5 เรื่องบ้าง ไอ้เราจัดเท่าไร นับเท่าไรก็ไม่ครบสักที แต่ “อเลฮานโดร กอนซาเลส อินาร์ริตู” เป็นใคร ดันทำหนังปีนอันดับมาอยู่ในท็อป 10 ในใจเราไปได้ แน่นอน babel คือหนังเรื่องนั้น

อะไรจะเข้าใจความลุ่มลึกของโลกใบใหญ่ และชีวิตตัวเล็กได้ขนาดนั้น เอามายำและโยงอย่างง่ายๆ แต่สมเหตุสมผลด้วย ปืน ที่เป็นสัญลักษณ์ของอะไรต่อมิอะไร เหมือนที่อมิเลีย คนเลี้ยงเด็ก ตัวละครในเรื่องบอกนั่นแหละว่า “เราไม่ได้ทำผิด แต่เราอาจจะทำอะไรโง่ๆ ไปบ้าง” หรือคำพูดก่อนหน้านั้น “เราหนี เพราะเขาคิดว่าเราทำผิด”

มีฉากบางหลายฉากและหลายบทที่ไม่ควรละเลย อย่าฉากกินโค้กใส่น้ำแข็ง การพาเด็กข้ามพรมแดนอเมริกันไปเม็กซิโก ไลฟสไตล์แบบมะกันอันเป็นปัญหามหาศาล แค่ปูเสฉวนกัด ก็ตื่นเต้นเป็นวักเป็นเวร เป็นชีวิตและระบบที่ทำให้เกิดความกลัว และตัดสินให้ใครต่อใคร “โง่” ความฟุ่มเฟือยชีวิตแบบญี่ปุ่นที่โคตรเหงาและก่อปัญหา

นี่เป็นเรื่องที่คุณจะเห็นมนุษย์งดงาม เป็นเหยื่อ ทุกชาติทุกภาษา และความย่อยยับที่สุดไปอยู่กับคนด้อยโอกาส และโดยเฉพาะ “เด็ก” แน่นอนนี่เป็นหนังการเมืองที่งดงาม และไม่ทื่อ ขณะเดียวกันก็ไม่ซับซ้อน หรือใครคิดอย่างไร…





สัมภาษณ์ สื่อทางเลือก

1 03 2007

วันที่ 20 มกราคม 2550 ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน มีนักข่าวที่ไหนจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเกี่ยวกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์โทรมาสัมภาษณ์เรื่องสื่อทางเลือก หายไปเกือบเดือน เขาส่งงานทีสัมภาษณ์มาให้ ก็เลยเอามาลงไว้หน่อย เพราะรู้ว่า อย่างไรเสีย สื่อทางเลือก ยังต้องเป็นประเด็นที่พูดกันในสังคมไทยอีกนาน

สัมภาษณ์ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท ดอทคอม
โดย สมอุษา บัวพันธ์

ถาม เว็บไซต์ประชาไท เกิดขึ้นจากอะไร แตกต่างจากสื่ออื่นตรงไหน
ที่เกิดประชาไทได้เพราะประชาไทเป็นเวทีเปิดสำหรับทุกคนที่สนใจปัญหาบ้านเมือง ที่จริงแล้วเราตั้งใจจะให้ผู้อ่านเป็นนักข่าวเอง มันก็มีกระบวนการต่างๆ ที่รองรับ ข่าวมันถึงค่อนข้างเปิด แล้วก็ไม่ได้กีดกันว่า ประเด็นนี้ไม่เอา หรือประเด็นนี้เอา แล้วก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงขึ้นในหน้าเว็บเรา

เพราะนั้นผู้อ่านบางคนจึงมักจะด่าเราเสมอ หรือว่าเราเสมอว่า เราเลือกข่าวนี้มาลง หรือว่าเราจงใจไปเข้าข้างโน้นข้างนี้ จริงๆ ส่วนหนึ่งแล้วมันเป็นเรื่องที่ผู้อ่านพาไปด้วย

คือทิศทางของเว็บ หลักๆ ส่วนหนึ่งแล้วก็มาจากผู้อ่าน เพราะว่าเว็บไซต์ประชาไทเกิดขึ้นเพื่อเสรีภาพโดยตรง โดยปรัชญาของมันเอง อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้ก่อตั้ง มีนโยบายชัดเจนว่า จะไม่มีการเซ็นเซอร์ข่าวใดๆ ที่ส่งมา เพียงแต่ว่ามันมีการพิสูจน์ความถูกต้องหรืออะไรอย่างนี้ แล้วก็มีความรับผิดชอบเข้ามากำกับว่า ข้อมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง

พวกนี้ถือว่าเป็นความแตกต่าง กับสื่ออื่นๆ ได้มั๊ย ถ้าในเหตุการณ์ปกติก็อาจจะไม่แตกต่างมากนัก แต่ว่าในสถานการณ์ที่มีการรัฐประหารอย่างนี้ มันจะเห็นได้ชัดว่า เว็บไซต์ประชาไทเป็นเว็บที่เสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา และสองด้าน หรือรอบด้านกว่าสื่ออื่นๆ มันเป็นเรื่องที่เราพยายามจะยืนหยัด เนื่องจากว่าต้นทุนที่เรามีมันน้อย

ส่วนที่เราต้องไปเสี่ยงมันน้อย ถ้าเป็นต้นทุนของหนังสือพิมพ์ หรือทีวี มันมีต้นทุนสูงมากหากเอาไปเสี่ยงเพื่อเสนอความจริง เพราะฉะนั้นจึงทำให้อาจจะต้องบิดเบือนข่าวบ้าง หรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่เสนอข่าวบ้าง รวมทั้งทัศนะบางอันที่โน้มเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง มากน้อย มันต้องมี อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะมาว่ากัน ว่าสื่อไหนเป็นมากน้อย แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่สื่อไหนมีต้นทุนที่ต้องเสี่ยงมากกว่ากัน

เพราะฉะนั้นกับประชาไท เนื่องจากว่าตั้งใจให้เป็นองค์กรเล็ก แล้วก็ตั้งใจให้มันมีเสรีภาพ เพราะฉะนั้น ต้นทุนมันจึงต่ำ เพราะฉะนั้นก็เสี่ยงได้ เป็นเรื่องที่เราสร้างโครงสร้างของเว็บไซต์ประชาไทให้มันมีต้นทุนที่ต่ำเพื่อทำให้เรามีเสรีภาพมากขึ้น

ถาม การทำงาน เจอแรงกดดันเยอะไหม
ในช่วงที่มีกระแส ช่วงปีที่แล้ว กระแสเรื่องไล่อดีตนายกฯ เป็นช่วงที่ประชาไทเสนอข่าวที่ตั้งคำถามกับกระแสค่อนข้างมากอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นเมื่อเราตั้งคำถามกับกระแส เราเป็นสื่อที่ตั้งคำถามกับกระแส ไม่ไหลตามทั้งหมด หรือพยายามจะหาเหตุผลว่าอะไรคือจริง อะไรคือไม่จริง อะไรคือสิ่งที่ควรจะเป็น มันก็เลยทำให้เรา ซึ่งทางหนึ่งคือเราประกาศจุดยืนแตกต่าง คือมีเอกลักษณ์แตกต่างได้ว่า เราเลือกที่จะเป็นตัวของเอง ไม่ไหลตามกระแส แล้วก็ทำให้ประชาไทโดดเด่นขึ้นมาในช่วงปีที่ผ่านมา
แต่อีกทางหนึ่ง เราเองก็ถูกกดดันอย่างหนัก ว่าทำไมเราจึงดูเหมือนไปเข้าข้างอดีตนายกฯ หรือดูเหมือนไปเข้าข้างอะไรอย่างนี้ ในขณะที่คนอื่นเห็นด้วยกับการรัฐประหาร หรือเห็นว่ามันเป็นข้อจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมประชาไทจึงแตกต่างอะไรอย่างนี้ มันก็จะมีแรงกดดันสูงมาก

แรงกดดันมันผ่านมาทั้งในหลายๆ รูปแบบ ทั้งกดดัน ทั้งข่มขู่ ทั้งใส่ร้าย ทั้งป้ายสี แต่ในทางหนึ่งก็มีแรงสนับสนุนเข้ามา เพียงแต่ว่ากลุ่มเดิมที่เคยสนับสนุนกลายเป็นกลุ่มที่ต่อว่า กลุ่มที่ต่อว่ากลายเป็นกลุ่มสนับสนุน มันก็จะกลับด้านกัน แรงกดดันพวกนี้มีทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ การปรารถนาดี แล้วก็มีในรูปของการคุกคาม ตั้งแต่มาจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โทรศัพท์มาขอดีๆ ขอความร่วมมือ ไปจนถึงขู่ที่จะดำเนินการตามกฎหมาย มีทั้งโทรศัพท์คุกคามว่าจะทำร้าย โทรมาขอร่วมเพศกับพนักงานประชาไท เป็นต้น แรงกดดันพวกนี้เราเองก็ได้เคลียร์กับพนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้สื่อข่าวของเรา ทุกคนก็ค่อนข้างเข้าใจ แต่ก็เชื่อมั่นว่า มันจะพิสูจน์ มันจะผ่านการพิสูจน์ไปได้ มันก็เครียดจนตอนนี้มันก็เฉยๆ แล้ว เนื่องจากว่าเราเองก็ทราบว่าเป็นการขู่ เป็นแรงกดดัน

เราเองก็เชื่อมั่นอยู่ด้วยว่า เวลาจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราทำ เราพยายามจะเป็นสื่อที่หยิบค้นในส่วนที่ไม่เคยเป็นข่าว ให้เป็นข่าว ไม่ได้แปลว่าเราไม่เห็นด้วยแบบนั้น หรือเห็นด้วยแบบนั้น แต่เราจำเป็นที่ต้องเอาข่าวที่มันไม่เป็นข่าวแต่มันเป็นเรื่องสำคัญมานำเสนอ เพราะฉะนั้นยิ่งกดเราก็ยิ่งต้องทำ ยิ่งกระแสพาไปแห่กันเกลียดรัฐบาลที่แล้ว หรือชื่นชม คมช.มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องทำ เอาจุดวิพากษ์วิจารณ์ออกมาให้เห็น
ถ้าสื่อไม่ทำแล้วใครจะทำ

เพราะฉะนั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ด้านหนึ่ง เราโดนกดดัน ด้านหนึ่งเราก็ภาคภูมิใจ

ถาม มองเรื่องการปฏิรูปสื่ออย่างไร
การปฏิรูปสื่อ ในฐานะเรื่องของเครื่องมือ ผมคิดว่ามันต้องมีหลักประกันบางประการ ว่ากลไก โครงสร้างหรือเครื่องมือต่างๆ นั้น จะไม่ถูกครอบงำ โดยรัฐ โดยธุรกิจ หรือโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แม้กระทั่ง ภาคประชาชนที่เค้าเข้าไปกำกับดูแล เครื่องมือสื่อตัวนี้ ตัวใหม่ หรือว่าเครื่องมือที่สร้างขึ้นใหม่ๆ ในกลไกของการปฏิรูปสื่อ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ภาคประชาชนที่ว่านั้น จะไม่ใช่กลุ่มเฉพาะ กลุ่มใด กลุ่มหนึ่งที่ผูกขาดการนำเสนอ

อย่าลืมว่า ภาคประชาชนมีทั้งแนวที่พอเพียง มีทั้งแนวเสรี มีแนวอะไรเต็มไปหมดเลย มันจะมีองค์กรไหนไหม หรือจะจัดรูปกลไกแบบไหนมั๊ย ที่จะเปิดพื้นที่ให้กับแนวคิดอันหลากหลาย ทิศทางอันหลากหลาย แล้วเกิดเป็นภูมิปัญญาของตัวเองขึ้นมาในสังคม อันนั้นคือในส่วนของกลไกสื่อหรือเครื่องมือ

ทีนี้ปฏิรูปสื่อในแง่ของตัวบุคลากรในแวดวงสื่อสารมวลชน ผมคิดว่าเรื่องกระบวนทัศน์และเรื่องสำนึก รวมทั้งเรื่องวิชั่นต่างๆ เป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่จะต้องได้รับการปฏิรูป

ถึงวันนี้ผมว่าอันตรายที่สุดคือ สื่อมักจะคิดว่า ตัวเองถูกกดดัน มีวาทกรรมประเภทว่า สื่อต้องเลือกข้าง หรือว่าสื่อต้องไปอยู่ข้างความถูกต้อง ความคิดประเภทนี้มันอันตราย เพราะว่าใครละเป็นผู้นิยาม และมันคือการประกาศตัวเองว่าเราเป็นผู้นิยามความถูกต้องไปโดยปริยาย

ถ้าวันใด สื่อทำหน้าที่ในการนิยามความถูกต้อง มันจะเขี่ยผู้คนอีกจำนวนมากให้ไปอยู่ในด้านที่ไม่ถูกต้อง

ถ้าวันหนึ่งเรานิยามว่า เราเลือกข้างนี้ ตรงนี้คือความถูกต้อง มันก็มีคนจำนวนมากเลยที่ไม่ได้รับการปกป้องจากสื่อ จะถูกกระทำ จะถูกเป็นอีกฝ่ายหนึ่งทันที แล้วถ้าสื่อกระทำแบบนั้นแล้ว คนเหล่านั้น ต่อให้เค้าเป็นนักโทษ เค้าจะได้รับการปกป้องไหม ต่อให้เค้าทำผิด เค้าได้รับการปกป้องตามหลักสิทธิมนุษยชนไหม หรือถ้าเกิดคุณเข้าใจผิด คุณตัดสินผิด มันจะมีพื้นที่ให้คุณกลับมาแก้ตัวไหม เพราะคุณได้ตกกับดักของตัวเองไปแล้วว่า ฉันตัดสินใจผิด มันจะเสียหน้ามั๊ย มันจะทำให้คุณต้องขี่หลังเสือไปอีกยาวนานไหม

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่า วาทกรรมประเภทสื่อต้องเลือกข้าง สื่อต้องอยู่ข้างความถูกต้อง โดยที่ไม่รู้ว่าความถูกต้องคืออะไรชัดเจน มันเป็นเรื่องที่อันตราย

จุดยืน การตั้งคำถาม และคุณค่าของความเป็นสื่อ มันต้องรื้อฟื้นใหม่หมดเลย หนึ่งตัวนักข่าว ในตัวซีเนียร์ ตัวผู้บรรณาธิการต่างๆ เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียง เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ ถ้าฟังผู้ดำเนินรายการต่างๆ ทางทีวี หรือทางวิทยุทุกวันนี้ จะเต็มไปด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งนั้นเลย มีข้อความ มีน้ำเสียง และก็มีวิธีคิด มีวาทกรรมที่มันซ่อนมาจากคำพูดที่เป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติ การเมือง เรื่องการแสดงความคิดเห็น เรื่องการดูถูก

ถาม กฎหมายเกี่ยวกับสื่อฯ เป็นอย่างไร
หลักการรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ,41 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 เป็นหลักการที่ดีมาก และก้าวหน้ามากในโลก มันเป็นหลักประกันว่า ต้องมีเครื่องมือ สองคือมีหลักประกันให้ตัวนักข่าวเองว่า จะมีเสรีภาพที่จะเสนอ แม้จะแตกต่างกับอะไรก็ตาม ผมคิดว่าหลักการนี้เป็นเรื่องที่ต้องนำกลับมาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือต่อๆ ไป เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ให้ได้มาด้วย

แต่ปัญหาคือ มันไม่มีกฎหมายอะไรมาทำให้มันมีผลในทางปฏิบัติได้จริงๆ เพราะฉะนั้นมันจำเป็นที่แวดวงสื่อจะต้องออกแบบ ต้องออกแบบกลไกที่จะสร้างหลักประกันให้ได้ ให้กับกลุ่มที่หลากหลายได้ ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดไหนก็ตาม สร้างหลักประกันให้ได้ว่า นักข่าวจะมีเสรีภาพ พอที่จะเสนอ แม้จะแตกต่างจากบรรณาธิการ และมีวิธี มีกลไกทางออก ทั้งในแง่ของการบริหารของในกองบรรณาธิการเอง มันมีอะไรที่ต้องเติมเข้าไป มันต้องบาลานซ์

ในกระบวนการปฏิรูปสื่อครั้งใหม่ ในกฎหมาย หรืออะไรก็แล้วแต่ เรากล้าไหมที่จะออกกฎหมายไม่ให้ถือกิจการไขว้ในแวดวงสื่อ เช่นถ้าคุณทำสื่อสิ่งพิมพ์ คุณไม่มีสิทธิมาทำรายการทีวี เพราะการไขว้กันมันทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และมันทำให้การผูกขาดสื่อเกิดขึ้นในสังคม ถามว่ากลไกการออกแบบกับกฎหมายใหม่ คนที่เข้าไปใน สนช.มีคนในตัวแทนวิชาชีพเข้าไปนั่งซึ่งอยู่ในค่ายใหญ่ๆ ทั้งนั้น ทำทั้งทีวี ทำทั้งหนังสือพิมพ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ หลักการเรื่องการห้ามไขว้สื่อมันจะผ่านไหมในโครงสร้างของการออกแบบกฎหมายที่ผู้ออกแบบกฎหมายมีผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดใหม่ทั้งหมดเลย ในขณะเดียวกันต้องเปิดพื้นที่ให้กับเว็บไซต์ หรือสื่อทางเลือกอื่นๆ การปฏิรูปสื่อต้องเลิกมองว่า สื่อหมายถึง สำนักพิมพ์ใหญ่ๆ หมายถึงช่องทางสถานีวิทยุ หรือสถานีโทรทัศน์เท่านั้น แต่ต้องมองถึงพลเมืองนักข่าวด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้สถาปนาขึ้นหรือยังในแนวคิดของการปฏิรูปสื่อ

ผมคิดว่าการให้ความสำคัญกับปัจเจกบุคคลเล็กๆ น้อยๆ เว็บไซต์ ต่างๆ Blog Space พื้นที่ต่างๆ เต็มไปหมดเลย แล้วรอให้มันเข้ามาในกระบวนการของสื่อ และปฏิรูปสื่อทั้งหมด มีการพูดถึงบ้างแล้วหรือยัง ผมคิดว่าเว็บไซต์ถูกเหยียดหยาม เป็นอีกชนชั้นหนึ่งในกระบวนการปฏิรูปสื่อด้วยซ้ำ





ประจักษ์แจ้งกลางใจ

14 02 2007

ในรอบเดือนที่ผ่านมา เห็นจะมีบทสัมภาษณ์ประจักษ์ ก้องกีรติ นี่แหละที่โดนใจ และคลายสิ่งที่ค้างคาคับข้องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาได้ เนื้อหาและการอธิบายแบบนี้แหละที่จะสร้างความสมานฉันท์ได้ เพราะมันฟาดลงไปที่โครงสร้าง ไม่ใช่ความเป็นมนุษย์ และมันเป็นการอธิบายที่ไม่ได้ยัดเยียดความเกลียดทักษิณให้เรา กระทั่งเราแปลกแยกกับผู้คน หากไม่เห็นว่าทักษิณ เลว เลว และก็เลว น่าเสียดายที่ ‘ประชาไท’ ควรจะสัมภาษณ์งานชิ้นนี้เอง อย่างที่เคย อย่างที่เป็น ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น น่าเสียดาย

1

เราต้องปฏิรูปประชาธิปไตยบวกกับการสร้างเสรีนิยมทางการเมืองในระดับชาติ และชุมชนนิยมในระดับท้องถิ่น ทั้งสามสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน

หัวใจของประชาธิปไตยคือการกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนให้กว้างขวางและมากที่สุด ให้พลเมืองแต่ละคนมีอำนาจในการปกครองตนเอง มีสิทธิมีเสียงในการกำหนดวิถีชีวิตของตัวเองมากที่สุด

โจทย์คือเราจะทำอย่างไรให้ทั้งชุมชนและปัจเจกชนมีสิทธิอัตวินิจฉัยในการกำหนดเส้นทางชีวิตตัวเองหรือวิถีชีวิตของชุมชนตัวเอง

ในส่วนเสรีนิยม หัวใจคือการกำกับควบคุมอำนาจของผู้มีอำนาจรัฐ เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน

อำนาจรัฐที่มากล้นและไม่ถูกตรวจสอบล้วนอันตรายทั้งสิ้น ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งหรือจากปากกระบอกปืน

ผมว่าอุดมการณ์เสรีนิยมทางการเมืองค่อนข้างอ่อนแอมากในสังคมไทย คุณทักษิณจึงเถลิงอำนาจได้อย่างเต็มที่จนประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องสังเวยชีวิตให้กับนโยบายแบบอำนาจนิยม

ถ้าไปดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เราจะพบว่ามีทั้งส่วนที่เป็นอำนาจนิยมกับเสรีนิยมอยู่ด้วยกัน คือสร้างผู้นำที่มีอำนาจเด็ดขาดมีเสถียรภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลขึ้นมากำกับไว้ด้วย

แต่เหตุที่อุดมการณ์เสรีนิยมอ่อนแอ ไม่ลงหลักปักฐานในสังคมไทย รัฐธรรมนูญ 2540 จึงเสียสมดุล ทำงานเฉพาะส่วนที่เป็นอำนาจนิยม ซึ่งอย่าไปโทษเฉพาะคุณทักษิณและพรรคไทยรักไทย เพราะสังคมไทยที่นิยมชมชอบวัฒนธรรมอำนาจนิยมนั่นแหละที่อุ้มคุณทักษิณและเชียร์ให้คุณทักษิณใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการแก้ปัญหาต่างๆ

ที่สำคัญเราไม่ค่อยมีปัญญาชนเสรีนิยมจริงๆ สักเท่าไร มีแต่อำนาจนิยมหรืออนุรักษ์นิยมในเสื้อคลุมเสรีนิยมเท่านั้น ไม่เช่นนั้นการให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารครั้งนี้คงไม่มีมากขนาดนี้

2

บทเรียนจากรัฐบาลทักษิณคือ ประชาธิปไตยมันฆ่าคนได้ มันโหดร้ายได้ ประชาธิปไตยแบบทักษิณมีปัญหา ผมวิพากษ์วิจารณ์และไม่ยอมรับรัฐประหาร ในขณะเดียวกัน ผมก็คัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณด้วย ซึ่งนักวิชาการที่คัดค้านการรัฐประหารครั้งนี้ส่วนใหญ่เขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณมาตั้งแต่ต้น

ถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ผมรับไม่ได้กับรัฐบาลทักษิณ ไม่ใช่เรื่องนักการเมืองคอรัปชั่น ผมคิดว่านี่คือเรื่องธรรมดาสำหรับสังคมประชาธิปไตยทั้งหลาย และถ้าจะพูดเรื่องคอรัปชั่น นี่เป็นบทเรียนที่สังคมไทยได้เรียนรู้มานานแล้ว แน่นอน เราต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขกันต่อไปในการตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง แต่ที่สำคัญกว่าและเป็นบทเรียนที่เราต้องมาคุยกันอย่างจริงจัง คือ ประชาธิปไตยมันก็ฆ่าคนได้ มันโหดร้ายได้ ไม่แพ้รัฐบาลเผด็จการทหาร นี่เป็นจุดที่ทำให้คนจำนวนมาก นักวิชาการจำนวนมากมีท่าทีอิหลักอิเหลื่อลังเลกับการรัฐประหาร

ผมยังมองโลกในแง่ดีว่า เขาไม่ได้สนับสนุนรัฐประหารอย่างเต็มที่ หรือเชื่อในส่วนลึกว่าการรัฐประหารจะทำให้สังคมไทยดีขึ้น

แต่ผมคิดว่าปัญหาคือรัฐบาลทักษิณเป็นโจทย์ใหญ่ เราจะจัดการกับรัฐบาลทักษิณอย่างไร รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่ครั้นเมื่อมีอำนาจแล้วใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และก่อให้เกิดผลเสียหายทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และละเมิดชีวิตของพลเมือง ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง

เราจะอยู่กับรัฐบาลแบบนี้อย่างไร? นี่เป็นเรื่องใหญ่

สังคมไทยอาจจะไม่เคยต้องอยู่กับรัฐบาลประชาธิปไตยที่ใช้อำนาจแบบคุณทักษิณมาก่อน ครั้นพอเกิดความไม่พอใจขึ้น คุณก็กระโดดไปหาทางเลือกอื่น ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นทางเลือกที่ยิ่งพาสังคมการเมืองไทยไปสู่ทางที่ตีบตันมากขึ้น และพาไปสู่วัฏจักรแห่งความรุนแรง เราจะเห็นว่าความไม่สงบต่างๆ มีอยู่ตลอดเวลา

3

หากไตร่ตรองปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในรอบ 5-6 ปี ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง เราก็จะพบว่า ลำพังคุณทักษิณไม่สามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้หรอกครับ

ทำไมนโยบายฆ่าตัดตอนถึงเกิดขึ้นได้ หรือนโยบายภาคใต้ที่ผิดทิศทางขนาดนั้น

มันเกิดขึ้นได้เพราะคนจำนวนมากในสังคมไทยสนับสนุน โพลออกมาตลอดเวลาว่าประชาชนเห็นด้วยกับการจัดการปัญหาด้วยความเด็ดขาดรุนแรงทั้งเรื่องยาเสพติดและเรื่องภาคใต้ รวมทั้งสื่อมวลชนเองส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คัดค้านหรือวิพากษ์วิจารณ์เลย แถมอุ้มชูสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลทักษิณด้วยซ้ำ

ถ้าคุณบอกว่าคุณทักษิณมือเปื้อนเลือด สังคมไทยเองก็มือเปื้อนเลือดด้วย คนจำนวนมากในสังคมไทยที่เคยสนับสนุนคุณทักษิณโดยทางตรงหรือทางอ้อมผ่านนโยบายเหล่านี้ ก็มือเปื้อนเลือดด้วยและทำให้นโยบายเหล่านั้นมันดำเนินสืบเนื่องไปได้

การคอรัปชั่นต่างๆ เกิดขึ้นได้ก็เพราะองค์กรตรวจสอบต่างๆ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ในระหว่างที่คุณทักษิณยังเรืองอำนาจอยู่ใช่หรือไม่ ข้าราชการจำนวนหนึ่งก็ไม่ทำหน้าที่ของตน ระบบตรวจสอบก็ไม่ทำงาน ยอมสยบต่อผู้มีอำนาจ แล้วตอนนี้ก็หันมาสยบยอมต่อ คมช. แทน คุณเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ต้องรับผิดชอบต่อการที่คุณทักษิณเถลิงอำนาจได้อย่างนั้นด้วย

ถ้าพูดถึงรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย ผมคิดว่าเราพูดได้ว่าทั้งรัฐบาลทักษิณและคมช. งอกมาจากเนื้อดินเดียวกัน คือเนื้อดินอำนาจนิยมของสังคมไทย

แน่นอนว่านักการเมืองไม่ว่าใครก็ตามก็ฝันอยากมีอำนาจล้นฟ้าแบบคุณทักษิณทั้งนั้น แต่เขาทำได้ไหมถ้าระบบตรวจสอบเข้มแข็ง แล้วองค์กร ข้าราชการต่างๆ ทำงาน ประชาสังคมทำงาน สื่อทำงานของตนอย่างแข็งขัน เขาก็ไม่มีทางทำได้ คนจำนวนมากในสังคมไทยหรือชนชั้นนำในสังคมไทยจำนวนหนึ่งรู้เห็นเป็นใจให้คุณทักษิณ อุ้มชูคุณทักษิณตั้งแต่ต้น แล้วปล่อยให้คุณทักษิณใช้อำนาจขนาดนั้นได้ ฉะนั้น การที่จะไปโทษคุณทักษิณ สังคมไทยต้องวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองด้วย เรากล้าไหมที่จะเปิดแผลตัวเอง

หากยังจำกันได้ สังคมไทยอุ้มคุณทักษิณมาตั้งแต่ต้น ตั้งแค่คดีซุกหุ้น กลับไปดูว่าใครอุ้มคุณทักษิณมาบ้างในช่วงนั้น ซึ่งนั่นเป็นการทำให้ระบบตรวจสอบไม่ทำงาน คุณทักษิณหลุดรอดมาได้ ก็ยิ่งเหลิงอำนาจ ขนาดหลักฐานชัดแจ้งทุกอย่างมัดตัวขนาดนั้นเขายังหลุดรอดออกมาได้ ที่เหลือเขาก็สบายแล้ว เพราะมีปัญญาชนอาวุโส สื่อมวลชน ชนชั้นนำออกมาสนับสนุนขนาดนั้น

ความเลวร้ายของรัฐบาลทักษิณหรืออาชญากรรมรัฐที่คุณทักษิณก่อขึ้นเป็นไปไม่ได้ถ้าสังคมไทยเข้มแข็ง และสังคมไทยไม่ปิดหูปิดตา ไม่สยบยอมต่อผู้มีอำนาจ

เพราะฉะนั้น เมื่อมาถึงจุดนี้ ผมว่ามันน่าเศร้าที่กลายเป็นว่า นโยบายและการกระทำอันเลวร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้แทบไม่มีใครที่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย แค่กำจัดคนออกไปคนหนึ่งสังคมไทยก็กลายเป็นสังคมของคนดี เป็นผู้มีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผู้ที่ทำรัฐประหารก็ถูกยกย่องให้เป็นคนดีมีจริยธรรม แต่อย่าลืมว่าคนดีที่ไม่ถูกกำกับตรวจสอบนี่แสนจะอันตรายนะครับ

ในนามของความดี มนุษยชาติได้ทำสิ่งเลวร้ายไว้ให้เห็นแล้วมากมายในประวัติศาสตร์

‘ประจักษ์ ก้องกีรติ’
“สังคมไทยแบบไหนที่เราต้องการ” คำถามก่อนปฏิรูปการเมือง
………………………………………………………
วันอังคารที่ 30 มกราคม 2550
สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สัมภาษณ์โดย เบญจมาศ บุญฤทธิ์





เรื่องสื่อๆ

14 02 2007

เมื่อวานไปสัมภาษณ์พี่คนหนึ่งให้นิตยสารเล่มนึง เจตนาของบอกอเล่ม นอกจากจะยืมตัวให้ทำงาน ยังอาจจะหวังประสานรอยร้าวอันสืบเนื่องมาจากการัฐประหารและความเห็นต่างกรณีวางบทบาทในวิชาชีพสื่อต่อการรัฐประหาร ซึ่งปรากฏร่องรอยความขัดแจ้งทิ้งไว้ให้เห็นใน ประชาไท อย่างน้อยก็ในฐานะที่เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายคัดค้านแสดงความเห็นเต็มๆ การไปครั้งนี้ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร ไม่ได้ปรากฏร่องรอยแปลกแยก เคียดแค้น ชิงชัง การพิสูจน์ตัวเองว่า ความเห็นต่าง และการไม่เห็นด้วยนั้นคนละเรื่องกับความรักการนับถือ ตราบใดที่หัวใจของใครซื่อกับตัวเอง เขาจะขวาจะซ้าย จะไร้เดียงสา จะเลอเลิศ ผิดหรือถูก ขอเพียงเขาเลือก ในความเป้นมนุษย์มากน้อยจะต้องมีมุมให้เรานับถือเสมอ ในบรรดาคำถามทั้งหมด ชอบคำถามของตัวเองอยู่คำถามหนึ่ง ตามสไตล์ฟาดฟันของตัวเอง นั่นคือ

เราสามารถไปนั่งเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อในพรรคการเมืองได้ไหมโดยที่เรายังทำหน้าที่สื่ออยู่
หากไม่ได้ พอมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจใหม่ด้วยการรัฐประหาร มี “พรรคการเมือง” หนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยทหาร ข้าราชการ ฝ่ายตรงข้ามกับพรรคการเมืองเดิมแล้ว
ทำไมสื่อจึงสามารถเข้าไปนั่งทำงานให้พรรคการเมืองนี้ได้โดยที่ยังเป็นสื่ออยู่

คมช. เป็นพรรคการเมืองหนึ่งหรือไม่ ถ้าไม่เป็น คมช.เป็นใคร ทำงานในนามของอะไร ความดี หรือสัจจะชนิดไหน หรือชาติ และอุปโลกน์ตัวเองด้วยอะไร เหมาเอาว่าเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ที่จริงมันก็ขั้วการเมืองหนึ่งไม่ใช่หรือ

มันแปลกที่เราตลกหากนายกฯสมาคมสื่อ ไปนั่งเป็น ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ให้พรรคไทยรักไทย แต่ไม่มีใครสงสัย เมื่อต้องไปนั่งในพรรคราชการ ที่อุปโลกน์ตัวเองขึ้นมา สมมติตัวเองขึ้นมาว่าเป็นความจริงดีงาม





รวมงาน เนชั่นสุดฯ

6 02 2007

ในช่วงกระแสปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 ถูกจุดขึ้น โดย ‘ม็อบสนธิ’ ปลายปี 2548 พี่แคน-บัณฑิต จันทศรีคำ เนชั่นสุดฯ ชวนให้ไปเขียนเรื่องปฏิรูปการเมืองให้เนชั่นสุดฯ เป็นโอกาสอันดีที่จะนำความถนัดกลับมาใช้อีกครั้ง และเป็นเครื่องบังคับให้เรายังต้องอยู่กับข่าวสายนี้ต่อไป จะว่าโชคร้ายหรือโชคดีก็ไม่แน่ใจ

ท่ามกลางการเมืองที่เข้มข้น เปลี่ยนแปลง และพาให้ผู้คนเปลี่ยนไป กระทั่งปรากฏขั้วความคิดชัดเจนและแตกหักในวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 บางคนด่าว่าผม และตั้งคำถามว่า อะไรทำให้ผม ‘เพี้ยน’ ไปเข้าข้างทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆที่คนอื่นขับไล่ และโล่งอกต่อการรัฐประหาร ในกระแสยามนั้น ไม่ว่าคุณจะปฏิเสธอย่างไร หากคุณต้านรัฐประหาร คุณก็จะอยู่ในซีกแดนเดียวกับทักษิณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานเขียนในคอลัมน์ที่ชื่อว่า ‘ธ ธง เปลี่ยนสี’ ใน ‘เนชั่นสุดสัปดาห์’ น่าจะเป็นหลักฐานพัฒนาการความคิดของผม โดยชิ้นแรกเขียนขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2548 และชิ้นสุดท้ายในวันที่ 5 กันยายน 2549 ด้วยเหตุผลเหม็นเบื่อการเมือง และผิดหวังอย่างรุนแรงกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งล้วนแต่เป็นน้อง เพื่อน และพี่ที่รักทั้งสิ้น (เหตุผลที่ไม่ได้บอกใคร) ประกอบกับที่พ่อของผมป่วยโคม่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายพอดี (เหตุผลที่ใช้ขอนุญาตพี่แคน) ซึ่งเวลานั้นเป็นเวลาก่อนการรัฐประหารสองสัปดาห์

นับว่าโชคดีที่ไม่ทำให้ผู้ใหญ่ในเนชั่นสุดฯลำบากใจ ไม่เช่นนั้นคอลัมน์นี้อาจจะกลายเป็นคอลัมน์เดียวที่ต้านรัฐประหาร ในสื่อสิ่งพิมพ์ยุคเผด็จการเสรี

01 ปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 เป้าเดิม วิธีการเปลี่ยน
02 รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ดังใจ
03 ม็อบสนธิ ปลดแอกจากความกลัว ทวงคืนรัฐธรรมนูญ
04 ถ้ารัฐธรรมนูญตายแล้ว ใครทำให้ตาย
05 กฎ 90 วัน เพื่อรัฐบาลเข้มแข็ง
06 ‘ปฏิรูปการเมือง’ ด้วยการล้มรัฐบาล ทรท.
07 ก่อนจะยำใหญ่รัฐธรรมนูญ
08 เอฟทีเอเหนือรัฐธรรมนูญ
09 เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ งานวิจัยชำแหละ รธน. 2540
10 เลือก ป.ป.ช. การเฝ้าดูความผิดครั้งที่ 4
11 ภารกิจที่ท้าทายคุณหญิงจารุวรรณ
12 แก้รัฐธรรมนูญเอาหน้ารอด
13 ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรแรกที่ต้องปฏิรูป
14 รัฐธรรมนูญ ธงปฏิรูปถูกปักแล้ว
15 ก่อนจะสู่ยุคpostทักษิณ
16 รัฐธรรมนูญมีชีวิต ชีวิตไม่มี ‘ตัน’
17 2 เมษา วันคอนเฟิร์ม ‘ยักยอกรัฐธรรมนูญ’
18 ไปไม่ถึง ‘2 เมษา’ แพ้ทั้งกระดาน
19 ‘ปฏิรูปสังคมรอบด้าน’ หนทางเดียวที่จะออกจาก ‘ระบอบทักษิณ’
20 ‘สังคมใหม่เป็นไปได้’ ต้องเริ่มต้น
21 ปฏิรูปการเมือง ด้วยการยกร่างกฎหมายลูก
22 โมฆะเลือกตั้ง เรื่องของ ‘กฎหมาย’ หรือ ‘กระแส’
23 ‘ใครเล่าจะคอยดูแลผู้ปกปักรักษา’
24 ปลดล็อก 90 วัน เครื่องเซ่นความสงบ
25 การฟื้นคืนความน่าเชื่อถือของ กกต. (เขียนถึง กกต.ใหม่)
26 เป้าหมายของเกม ‘ยุบพรรค’ คือสิ่งที่ได้ ‘ระหว่างทาง’
27 ปักธงรัฐสวัสดิการ
28 สิ่งชั่วร้ายที่จำเป็น
29 ยุบหนอก็พองหนอ
30 รักษาประชาธิปไตยก่อน ค่อยไล่ทักษิณ
31 สองพรรรคชะตาเดียว
32 กกต. เรื่องจบ กลิ่นไม่จาง
33 กกต.ในฝัน
34 เปิดโปรแกรม ปราบไวรัสการเมือง
35 เป้าหลอกและการสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง
36 การเมือง เรื่องเฉพาะชนชั้นนำ
37 ‘คาร์บอมบ์’ ตัดแขนขาระบอบทักษิณ
38 ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน